2006/Feb/28

สมุดสุขภาพ รู้หรือไม่ ว่าคุณป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เคยมีคนบอกว่าการทำงานด้านสุขภาพนั้นง่ายมาก เพียงแค่เปิดตำราก็สามารถรักษาได้แล้ว
ที่ จริงการรักษานั้นไม่ยาก หากผู้รักษาได้ข้อมูลมาครบถ้วนเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคและวางแผนการ รักษา ซึ่งเหตุผลหลักเหตุหนึ่งในการได้ข้อมูลมาไม่ครบก็คือ การลืมข้อมูลของเจ้าของประวัติเอง

xความสำคัญของข้อมูลสุขภาพx
ใน การวินิจฉัยและตรวจรักษา มีการได้มาของข้อมูล3ทางคือ ประวัติ ตรวจร่างกาย และ แลป หากขาดซึ่งประวัติไปอย่างหนึ่ง ก็ขาดข้อมูลไปกว่าครึ่ง นี่ยังไม่รวมถึงอีกหลายๆโรคที่ถ้าหากขาดซึ่งข้อมูลไปแล้วอาจทำให้รักษาได้ ยากขึ้นหรือรักษาไม่ได้ทีเดียว
ตัวอย่างเช่น

ผู้ป่วยถูกสุนัขกัด มารพ. และไม่มั่นใจว่าสุนัขบ้าหรือไม่ ก็ต้องฉีดวัคซีนจำนวน5ครั้ง และฉีด เซรุ่ม ป้องกันอีกหนึ่งครั้ง แต่หากว่ามีประวัติว่าฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ามาแล้วในอดีตอย่างน้อย3เข็ม ครั้งนี้ก็เพียงฉีดวัคซีน3ครั้งก็เพียงพอ

หรือหากมีอาการปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัดไม่มีไข้ ตรวจพบเชื้อและเม็ดเลือดขาวในทางเดินปัสสาวะ หมอวินิจฉัยว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถามว่าเคยเป็นไหมบอกว่าไม่เป็น แต่จริงๆเคยเป็นและรักษามา4-5ครั้ง ยาที่ได้ไปก็จะได้ไม่ถึงขนาดซึ่งอาจจะไม่หาย ทำให้เชื้อดื้อยา รวมทั้งทำให้หมอไม่ได้ส่งตรวจหาสาเหตุของการเป็นซ้ำหลายครั้งด้วย

เนื่อง จากการรักษาสามารถพลิกเปลี่ยนไปได้ตามข้อมูลบางอย่างทั้งที่เป็นโรคเดียวกัน ประวัติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถตัดสินการรักษาได้ทีเดียว

xประวัติเราเอง เราเองรู้ดีที่สุดx
สัด ส่วนของแพทย์และประชากรเมืองไทย ยังจัดว่าไม่สมดุลกันมาก การตรวจในแต่ละวันอาจจะต้องตรวจผู้ป่วยนับร้อยในเวลาไม่กี่ชั่วโมง (ตรวจเร็วโดนด่าตรวจช้าโดนบ่น) บางครั้งทำให้การถามประวัติบางอย่างถูกข้ามไปอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น

*ประวัติการแพ้ยา และประวัติการใช้ยาแล้วทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้*
ประวัติข้างต้น คนทั่วไปมักจะเรียกรวมกันว่าแพ้ยา(แต่ความจริงไม่เหมือนกัน)
ที่ จริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะถือว่าอันตรายมาก ซึ่งถ้าหากประวัตินี้คนไข้ หมอ และเภสัชกร ลืมนึกถึงพร้อมๆกันล่ะก็.....เสร็จ...

ในเรื่องการแพ้ยา ปัญหาที่พบบ่อยคือ มีการแพ้ยาหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์โดยไม่ทราบหรือจำไม่ได้ว่าแพ้ยาอะไร บางครั้งจำชื่ยาได้ แต่จำอาการไม่ได้(อาการบางอย่างไม่ใช่แพ้ยา แต่เข้าใจไปเองว่าเป็น อย่างเช่นกินยาแก้แพ้แล้วง่วง คนไข้หลายคนก็เหมาว่าแพ้ยา) ที่ร้ายที่สุดคือ จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรูปลักษณะของยา

มีผู้ป่วยคนหนึ่งมา ด้วยเรื่องมีแผลฝีหนองอักเสบ หลังจากได้กรีดเปิดแผลระบายหนองและสั่งจ่ายยาไป ผู้ป่วยเดินกลับมาแล้วบอกว่าเพิ่งคิดได้ว่าเคยกินยาเป็นแคปซูลแล้วแพ้โดยมี อาการวิงเวียนคลื่นไส้ เมื่อถามว่าชื่อยาอะไร สีอะไร กินแก้อะไร ได้จากที่ไหน คนไข้ก็จำไม่ได้ ยืนกรานว่าต้องการยาที่ไม่ใช่แคปซูล ซึ่งทั้งหมอทั้งเภสัชก็ลำบากใจ เพราะคนไข้เองมีความเชื่อว่าอาการวิงเวียนเป็นอาการแพ้ยาแน่นอน และก็ไม่ต้องการยาที่เป็นแคปซูล ในขณะที่ยาที่น่าจะเหมาะสมที่สุดก็ดันเป็นรูปแคปซูลซะอีก

กรณีนี้หาก ผู้ป่วยเองใส่ใจเก็บข้อมูลไว้ ก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วตนเองแพ้ยาอะไร(หรือแพ้จริงหรือไม่) ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับตนเอง

*กรณีรักษาหลายแห่ง หมอไม่รู้กับคุณหรอก*
เมื่อ สามชั่วโมงก่อนการพิมพ์นี้เอง ผมเจอคนไข้หญิงอายุสัก50กว่าๆมารพ.ด้วยเรื่องไข้หวัด มีประวัติรักษาที่โรงพยาบาลครั้งสุดท้ายเมื่อ3-4ปีก่อน หลังจากตรวจเรื่องไข้หวัดเสร็จและผมให้ใบสั่งยาไป แกก็เอ่ยปากอย่างโมโหว่าผมไม่รอบคอบเลย ทำไมไม่ให้ยาเดิมด้วย ผมก็งงเป็นรอบแรก เพราะว่าประวัติเดิมไม่ได้มีโรคอะไร ตรวจร่างกายไม่เจอผิดปกติ ถามว่ามีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่าก็บอกว่าไม่มี .....อีกสักพัก แกก็บอกว่าเป็นความดันเบาหวานและหอบหืด ...และ ขอยาเดิมด้วย พอผมถามว่าได้ยาอะไรยังไง แกกลับตอบว่า ไม่รู้ หมอจัดมาก็แล้วกัน เอาให้ตรงโรค.....สรุปแล้วผมก็ไม่ให้และไล่ให้ไปเอาประวัติเดิมมาก่อนว่า เดิมได้ยาอะไรมาแล้วบ้าง
หรือมีกรณีที่พบบ่อยๆเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่เวลามารพ.แล้วรักษาเรื่องความดันโลหิตสูง รักษาดีมาตลอดหลายปีแต่จู่ๆก็มารพ.ด้วยเรื่องความดันสูงมาก... พอถามก็ได้คำตอบว่าแกลองไปวัดความดันที่อนามัยแล้วลองถามที่อนามัยว่าเป็น ความดันสูงไหม ที่อนามัยเห็นว่าความดันไม่ได้สูงอะไร(เพราะกินยาควบคุมอยู่)ก็เลยบอกว่า ปกติ หลังจากนั้นแกก็เลยเอายาความดันไปทิ้งหมดเพราะคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว.... ...เรื่องทำนองเดียวกันนี้ยังพบได้อีกในเรื่องเบาหวานและไขมันสูง

xจำอย่างเดียวไม่พอ จดและพกติดตัวเป็นดีที่สุดx
หลายคนคิดว่าถ้าอย่างนั้นถ้าจำได้ก็พอใช่ไหม ผมก็ต้องบอกว่าไม่พอ
ผม เองทำงานในห้องฉุกเฉินมานานพอที่จะเห็นว่า ส่วนหนึ่งของคนที่มีอาการหนักๆมาที่ห้องฉุกเฉิน ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะให้ประวัติใดๆได้ หลายๆคนแค่ได้ชื่อหรือเหลือบัตรประชาชนมาก็นับว่าบุญแล้ว .... บางคนอาจคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้ญาติเป็นคนบอกประวัติสิ มา ผมจะเล่าให้ฟัง
ผู้ ชายวัยกลางคน มาเยี่ยมญาติที่รพ. และเกิดอาการเดินเซล้มพับลงใกล้ๆห้องฉุกเฉิน หลังจากซักถามอาการที่เป็นและตรวจร่างกาย ผมก็ลงความเห็นว่าเป็นโรคเส้นเลือดสมอง ก็เลยถามจากภรรยาผู้ป่วยว่า ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง หรือเป็นอะไรมีอาการผิดปกติอะไรในช่วงนี้หรือไม่... คำตอบ..ไม่สิ จริงๆเธอยิงคำถามกลับมาถามผมโดยไม่ได้ตอบคำถามเลยว่า แถวนี้มีธูปหรือเปล่า จะเอาไปไหว้เจ้าที่ ...... หรือจนกระทั่งผมบอกตัวภรรยาและญาติอีกคนว่าผู้ชายคนนี้เป็นโรคเส้นเลือดสมอง ต้องส่งไปx-rayคอมพิวเตอร์ พูดจบตัวภรรยาก็ยังโทรไปตามญาติๆและบอกว่า หมอก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร สงสัยว่าจะโดนของ ......

ฟังดูอาจจะไม่น่า เชื่อ แต่ในภาวะฉุกเฉินหรือหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ญาติของคนไข้หนักมักจะเป็นแบบนี้กัน คือจำอะไรไม่ได้ และมักทำเรื่องที่แปลกๆกัน .... ดังนั้นการคิดฝากชีวิตของตนเองทั้งหมดกับญาติสนิทนั้นน่าจะลองคิดดูใหม่ได้ แล้ว

กรณีที่ผมเคยเห็นถึง ประโยชน์ของสมุดประจำตัว ก็มีตอนสมัยเรียน.. เป็นเรื่องของคุณยายคนนึงที่ชักที่บริเวณใกล้ห้องฉุกเฉินอายุรกรรม พอคนไข้เข้ามา แพทย์ประจำบ้านก็สั่งนักศึกษาแพทย์ให้ ไปหาข้อมูล ระหว่างที่กำลังทำการแทงเส้นเลือดเตรียมให้ยากันชัก นักศึกษาแพทย์ก็ค้นเจอสมุดผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งทำให้เปลี่ยนแนวการรักษาขั้นต้นที่การพยายามแทงเส้นให้ยาระงับชักเป็ฯมา เจาะระดับน้ำตาลทันทีและตามด้วยการให้น้ำตาลกลูโคส ...สรุปว่ายายเป็นเบาหวานและมีภาวะน้ำตาลต่ำเกิดขึ้นซึ่งแสดงอาการคล้าย อาการชัก ซึ่งหากยายไม่ได้มีสมุดประจำตัวติดไว้หรือไม่มีใครไปค้น การรักษาแรกที่จะได้อาจจะกลายเป็นได้ยาระงับชัก ตามด้วยการเจาะน้ำตาลแล้วมาเจอว่าน้ำตาลต่ำทีหลังก็ได้

xข้อมูลใดที่ควรใส่ลงไปx
พูด มาแต่ต้นแล้วถึงความสำคัญของสมุดสุขภาพประจำตัว สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ว่าให้ไปซื้อสมุดบันทึกราคาแพงแบบของต่างประเทศที่ เขาทำกัน แต่ว่าเอาแค่สมุดบันทึกเล็กๆก็ได้ สมุดที่คุณอาจจะสามารถพกพาไปได้หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็สามารถเก็บเอาไว้ในบ้าน ในที่ๆคนในบ้านรู้จักซึ่งถ้าจำเป็นก็สามารถโทรไปถามคนที่บ้านแล้วให้หยิบเอา มาอ่านได้ทันที
ข้อมูลที่ผมอยากให้ท่านลองนึกดู ถ้าจำได้ก็ให้ใส่ลงไป กฎง่ายๆคือ อะไรถ้าจำได้ เขียนลงไป อะไรจำได้ไม่ชัดก็ไม่ต้องเขียน *ห้ามมั่ว* เหตุผลก็เพราะข้อมูลบางอย่างหากผิดไปจากความจริง แทนที่จะช่วยชีวิตก็อาจจะกลับตรงข้ามคือตอกฝาโลงให้ตายไปเลยก็ได้

1. ชื่อ นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์ของคนใกล้ชิด เอาไว้เผื่อๆเป็นอะไรไปจะได้มีคนรู้ แต่หากใครรู้สึกว่ามันส่วนตัวเกินไปหรือกลัวทำตก ไม่เขียนก็ได้

2. หมู่เลือด อันนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าขอให้เป็นหมู่เลือดที่ท่านรู้มาจากการบริจาคเลือดหรือการไปตรวจ ที่โรงพยาบาล หากเป็นหมู่เลือดที่รู้มาจากการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ก็ให้เขียนย่อๆไว้ด้วย ว่ารู้มาจากการออกหน่วยตรวจสุขภาพ และที่สำคัญคือถ้าไม่รู้ก็บอกไปเลยว่าไม่รู้

3. ประวัติวัคซีน ที่สำคัญๆคือเรื่องบาดทะยักและโรคพิษสุนัขบ้า โดยให้จดวันเดือนปีที่ฉีดไว้ด้วย ส่วนวัคซีนที่เหลือ ถ้าจำได้ก็ควรจดลงไปโดยไม่ลืมวันเดือนปีที่ฉีดด้วย

4. ประวัติโรคประจำตัว ในที่นี้หมายถึงโรคที่เป็นติดตัว เรื้อรัง และไม่หายเพียงแต่ไม่มีอาการ เอาเป็นว่าพวกโรค เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคหอบหืด ถ้ามีก็ใส่ลงไปได้เลยครับ
5. ประวัติการแพ้ยา โดยควรบันทึกในเรื่อง ชื่อยา รูปแบบการให้ และอาการที่เป็น และโรคที่เป็นในขณะนั้น(ถ้าจำได้) ... ถ้ามีแต่ชื่อยาหรือแค่รูปร่างยาโดยไม่มีอาการ ก็อาจจะบอกยากว่าเป็นแพ้ยาจริงหรือไม่แค่ไหน
นอกจากนี้อาจบันทึกถึงชื่อยาที่ใช้เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

6. ประวัติการเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยบันทึกไว้ถึงวันเดือนปีที่นอนรพ. โรคที่เป็น และ ชื่อสถานพยาบาลที่ไปพักรักษาอยู่ เพราะในบางกรณีอาจจะต้องมีการติดต่อขอประวัติหรือขอข้อมูลบางอย่างจากที่ นั่น

7. ประวัติการผ่าตัด โดยทั่วไปอาจไม่มีความสำคัญมากนัก แต่ว่าในหลายๆกรณีประวัติการผ่าตัดบางอย่างอาจบ่งชี้ถึงบางโรคหรือตัดบางโรค ทิ้งไปได้ (อย่างตัดไส้ติ่งแล้ว คงไม่สงสัยไส้ติ่งอีก)

8. ประวัติโรคที่เคยเป็นที่สำคัญๆ โรคบางโรคเวลาเป็นแล้วหายได้ ไม่ถือว่าเป็นโรคประจำตัว แต่ก็มีแง่ความสำคัญในด้าน การเป็นซ้ำๆหลายหน หรือความเกี่ยวข้องกับโรคที่อาจจะเป็นในอนาคต

9. ผลตรวจทางห้องปฎิบัติการบางอย่าง เช่นผลเลือดครบ ผลเลือดการทำงานเกี่ยวกับตับไต ไขมัน น้ำตาล

ทำได้เท่านี้ ก็เพิ่มความสมบูรณ์ความปลอดภัยให้กับสุขภาพและชีวิตของท่านเพิ่มขึ้น(อีกนิด)แล้วครับ

( ตอนแรกคิดว่าจะเอามาลงวันพรุ่งนี้ แต่ผมอยู่เวรตั้งแต่หกโมงเย็นวันนี้แล้วลงเวรอีกทีสามทุ่มพรุ่งนี้ คงไม่ว่างมาลง ลงเร็วไปวันนึงแล้วกันนะครับ)

ที่มา : http://webboard.mthai.com/7/2005-12-23/180109.html

2006/Feb/27

ผงถ่านกัมมันต์ สุดยอดยาถอนพิษ -=by หมอแมว=-

แล้วแฮรี่ก็วิ่งไปที่ร่างของ... งัดขากรรไกรขึ้นแล้วยัดBezoarลงไปในปาก .......
มา จากส่วนหนึ่งของHarry Potter Half-blood prince ซึ่งกล่าวถึงยาถอนพิษซึ่งถอนพิษได้แทบทุกชนิด...ชื่อว่า Bezoar (นิ่วอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว) ที่ในโลกความจริงมันคงใช้ถอนพิษอะไรไม่ได้

วัน นี้ผมจะกล่าวถึงเรื่องผงถ่านกัมมันต์ สารที่ในทางการแพทย์ได้นำเอาคุณลักษณะของมันมาใช้เป็นยาถอนพิษอันทรง ประสิทธิภาพที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้หลังจากการกินสารพิษหรือสารเคมี โดย
สามารถดูดซับสารเคมี จึงสามารถลดความเป็นพิษได้ โดยออกฤทธิ์ตลอดทางเดินอาหารจากปากยันรูก้น

สามารถลดพิษได้ถึง60%จากสารพิษที่กินเข้าไป (ใน30นาทีแรกหลังกิน ลดได้89% และที่1ชั่วโมง ลดได้37%)

ใน ทางทฤษฎีดีกว่าการล้างท้องเพียงอย่างเดียวเพราะว่าการล้างท้องล้างได้เพียง กระเพาะ แต่การใช้ถ่านกัมมันต์สามารถผ่านกระเพาะเข้าไปได้อีก

ทำไมถึงควรรู้
หลาย คนคงคิดกันว่าจะรู้ไปทำไม หมอก็รู้ไปคนเดียวสิ... แต่ว่าที่ผมต้องยกมาก็มีเหตุผลเพราะว่าขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ถ่านกัมมันต์วาง จำหน่ายในท้องตลาดโดยระบุสรรพคุณว่าสามารถดูดซับพิ ษของเชื้อโรคที่ก่อโรคท้องเสียบางชนิดได้ แต่ว่าคนที่เอามาใช้ก็กลับเอามาใช้ในรูปแบบของยาถอนพิษ(ประจำบ้าน)ซึ่งหาก ใช้ไม่ถูกวิธีหรือไม่ถูกขนาดก็รังจะมีแต่อันตรายมากกว่าผลดี

แล้วผงถ่านกัมมันต์คืออะไร ทำไมจึงสุดยอด
การ ทำงานของมัน ก็คือมันมีที่บนพื้นผิวให้สารต่างๆมาเกาะ และโดยที่ขนาดของมันมีขนาดใหญ่และไม่สามารถถูกย่อยได้ เมื่อสารมาเกาะแล้ว มันก็จะพาสารพิษที่มาเกาะออกไปพร้อมกับอุจจาระโดยไม่โดนดูดซึม จึงเท่ากับว่าสารพิษจะถูกพาออกไปพร้อมๆกับมัน
จากการเรียนเคมี กล่าวถึงการทำผงถ่านกัมมันต์คือ สารกลุ่มคาร์บอน (พวกไม้หรือผลิตภัณฑ์จากพืช) มาเติมกรดและเผาไหม้ จะทำให้เกิดอนุภาคของคาร์บอนขนาดเล็กๆยิบย่อยมากๆ ผลก็คือ เกิดการซอยแบ่งก้อนคาร์บอนใหญ่ๆเป็นผงคาร์บอนเล็กๆๆๆๆ จะเพิ่มพื้นที่ผิวที่สารอื่นๆจะมาจับ... พื้นที่นั้นมากแค่ไหนน่ะหรือ
ก็แค่ถ้าเอาผงถ่านกัมมันต์เทใส่มือ1อุ้งมือพูนๆ(ราว50กรัม) ก็จะมีพื้นที่ผิวเท่ากับสนามโอลแทรฟฟอร์ต10สนาม

ช่วง ที่ทำงานที่ห้องฉุกเฉิน จะมีช่วงหนึ่งที่มีคนกินยาฆ่าแมลงหวังฆ่าตัวตายเข้ามากันมาก ขั้นตอนที่ทำก็คือ ดูว่าสภาพอาการเป็นอย่างไร แย่แค่ไหน(ถ้าแย่มากก็ทำการช่วยเหลือชีวิตก่อน) เมื่อดูจนแน่ใจว่ายังไม่มีอาการที่ถึงตายในเวลาอันสั้น ก็จะใส่สายจมูกลงสู่กระเพาะเพื่อดูดและล้างท้อง หลังจากดูดล้างแล้ว ก็จะเอาผงถ่านกัมมันต์ละลายน้ำแล้วใส่ทางสายจมูกนั้นลงไป จากนั้นค่อยมาคิดเรื่องการแก้พิษเฉพาะเจาะจงต่อไปอีกที..... ฟังดูง่ายใช่ไหมล่ะครับ
แต่ปัญหามันก็มีอยู่ดี อย่างที่ผมบอกว่าเรื่องผงถ่านกัมมันต์ที่ใช้เป็นยาถอนพิษนี้ เริ่มเป็นที่รับรู้ในหมู่คนทั่วไปมากขึ้น และเริ่มมีของที่ทำออกมาขายแล้ว จะขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ฟังนะครับ

0. เอาอะไรมาให้กินน่ะ แหวะ สกปรก
ปัญหา แรกที่พบบ่อยๆคือ คนไข้ไม่ยอมร่วมมือในการรักษา เพราะเพียงเห็นสีสรรก็ใจหวิวแล้ว และรสชาติสุดอุบาทว์ร่วมกับความฝืดคออย่างเหลือทน ญาติและคนไข้บางคนพอเห็นแล้วด่าหมอก็มี
ปัญหานี้จะพบมากในกลุ่มที่ฆ่าตัวตายมา (เพราะตั้งใจตายแต่มักโดนบังคับมา ) แต่ก็ดีไปอย่างเพราะคราวหลังมักจะเข็ด ไม่กินยาฆ่าตายมาอีก

1. ทำไมไม่เห็นให้ยาถอนพิษสักที
หลาย ครั้งทีเดียวที่ปรากฎผู้รู้ขึ้นมาในหมู่คนนำส่ง ออกมาแนะนำหรือวิจารณ์ว่าหมอน่าจะให้ยาแก้พิษตั้งแต่แรก โดยที่ไม่ได้มองเลยว่าคนไข้ที่ถูกนำส่งหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว... .ซึ่งในกรณีเหล่านี้หมอก็ต้องช่วยเรื่องการหายใจและการไหลเวียนเลือดก่อน ไม่อย่างนั้นถอนพิษไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

2. คนไข้ก็ไม่เป็นอะไร แต่ทำไมไม่ให้ผงถ่านล่ะ
ต้อง ขอบอกว่าคนบางคนที่พาคนไข้มาส่งโรงพยาบาลก็เคยเห็นการรักษาการกินยาพิษหลาย ครั้ง บางคนเคยเห็นจากคนไข้หลายๆคน บางคนมีญาติที่กินยาประชดบ่อยๆ บางครั้งถึงกับมีการเดินมาสะกิดหมอหรือพูดขึ้นมาดังๆว่าหมอลืมให้ผงถ่านถอน พิษทีเดียว
สาเหตุแรก ที่จริงมีสารพิษจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ผงถ่านกัมมันต์เข้าไปจับได้ (การให้ไปไม่ค่อยมีประโยชน์ที่คุ้มค่า)ลองดูอย่างBezoarในHarry Potterสิ ยังไม่ได้รักษาได้ทุกอย่างเลย
สารที่ผงถ่านดูดซับไม่ได้มีอาทิเช่น กรดหรือด่างอย่างแรง สารพิษโลหะหนัก สารกลุ่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย และสารกลุ่มน้ำมัน

ดังนั้นไม่ใช่ว่าสารพิษทุกชนิด เมื่อกินไปแล้วจะต้องใช้ผงถ่านกัมมันต์รักษาครับ
สาเหตุ ที่สอง สารพิษที่กินเข้าไป ควรจะยังไม่ถูกดูดซึม นั่นคือควรจะกินไปในเวลาไม่ถึงชั่วโมงถึงสองชั่วโมง เพราะถ้านานกว่านั้นสารพิษก็เข้ากระแสเลือดไปแล้ว ไม่เหลือในทางเดินอาหารมากเท่าไหร่
แต่ในทางกลับกัน บางครั้งกินไปบางครั้งการกินยาบางชนิดไปนานสามสี่ชั่วโมงหมอก็อาจจะเลือกให้ ผงถ่านอีก เพราะสารบางตัวสามารถถูกดูดกลับจากกระแสเลือดสู่ลำไส้ โดยวิธี reverse dialysis หรือผ่านทางกลไก enterohepatic circulationได้ (อ้าว อ้ายแมวนี่พูดจาไม่รู้เรื่องอีกแระ)
สาเหตุที่สาม ยาบางชนิดมียาถอนพิษเฉพาะที่ได้ผลดีกว่า การไปให้ผงถ่านในกรณีอาจไม่จำเป็น(มีของดีกว่าอยู่แล้ว จะเอาของที่ได้ผลน้อยกว่ามาใช้ทำไม)

3. คราวที่แล้วกินยาตัวนี้ฆ่าตัวตายมาหมอให้ คราวนี้ก็ตัวเดิมแต่ไม่ยังให้ Double standardนี่นา
ยา บางชนิดมีฤทธิ์เกี่ยวกับการบีบตัวของลำไส้ คือทำให้ไส้ไม่ทำงาน ผงถ่านก็เป็นเหมือนดินขนาดใหญ่ การกินเข้าไปแล้วปรากฎว่ายาพิษไปทำให้ถ่ายไม่ออก ก็จะเป็นตัวการก่อให้เกิดการท้องผูกและเกิดการอุดตันของลำไส้ได้ ... บางครั้งก็ต้องชั่งใจก่อนให้ครับ

4. ตัวอย่างแปลกๆที่ต้องมานั่งเถียงกันเกี่ยวกับผงถ่านฯ
คนโดนงูกัดมา หมองูเอาผงถ่าน(ไม่รู้ถ่านอะไร)มาโปะแผล บอกว่าเป็นผงถ่านดูดพิษ..... แปลกดี ไม่เคยได้ยินว่าดูดพิษได้
มารพ .ด้วยอาการแฮงค์จากการกินเหล้า มาขอกินผงถ่านที่รพ.เพราะเชื่อว่าสามารถดูดแอลกอฮอล์ได้ หรือไม่ก็มารพ.ด้วยอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้ประวัติว่าเอาก่านหุงข้าวมาบดกินก่อนการไปดื่มเหล้ากับเพื่อนๆเพราะเชื่อ ว่าจะดูดแอลกอฮอล์
มารพ.ด้วยอาการของโดนสารพิษ บางคนทำงานเกี่ยวกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชบ่อยๆ เมื่อบังเอิญถูกสารพิษก็มักรักษาเอง ก็เลยเอาผงถ่าน(ที่ไปซื้อมาเก็บไว้)มากิน จากนั้นก็อยู่บ้าน แล้วก็เกิดอาการขึ้นมา... อันที่จริง ผงถ่านถึงจะช่วยได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมดนะครับ สารพิษจำนวนหนึ่งก็ยังโดนดูดเข้ากระแสเลือดอยู่ดี และสามารถก่ออันตรายถึงตายได้หากไม่รักษาอย่างอื่นร่วมไปด้วย (แต่นับว่ามีน้อย ถ้าหากพูดถึงยาแผนโบราณนานาชนิดที่อวดอ้างสรรพคุณว่าถอนพิษยาฆ่าแมลงได้ ซึ่งเกษตรกรมักใช้หลังไปพ่นยาพืชเกษตร)

ดูจากตัวอย่างที่ผมให้มา คงจะเห็นกันบ้างว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา และผงถ่านกัมมันต์นี้ก็ไม่ได้เป็นยาวิเศษ หรือ miracle item แบบในเกมส์ แต่เป็นยาชนิดหนึ่งที่ถ้าใช้ถูกวิธีก็ได้ประโยชน์ ถ้าใช้ผิดวิธีก็ไม่มีประโยชน์หรือก่อโทษได้

Fast fact
1. หลักการถอนพิษต่างๆ ก่อนอื่นเริ่มจากที่การตรวจสัญญาณชีพของคนไข้ และรักษาที่จุดที่อันตรายถึงชีวิตเสียก่อน การจัดการกับสารพิษนั้นๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงไป
2. สารตัวนี้ก็เหมือนยา ตรงที่ ใช้เมื่อใช้ได้ผล(สารพิษนั้นต้องโดนขจัดได้เมื่อให้ยานี้) ใช้ให้ถูกเวลา และใช้เมื่อไม่มีอะไรดีกว่า (ถ้าไม่ค่อยเข้าใจ อ่านข้างบนข้อสอง)
3. สารพิษที่ผงถ่านไม่ช่วยก็คือสารกลุ่มแอลกอฮอล์ น้ำมัน กรดด่าง โลหะหนัก
4. ผงถ่านอาจมีส่วนช่วยในท้องเสียบางชนิดจริง แต่ไม่ใช่ทุกชนิด และไม่ใช่การรักษาหลักสำหรับอาการท้องเสีย
5. ภาวะแทรกซ้อนก็พบได้ เช่น การอุดตันของทางเดินอาหาร สำลัก เป็นต้น

วันนี้ทั้งตั้งต้นและจบค่อนข้างห้วนๆหน่อยนะครับ หุหุ

ที่มา: http://webboard.mthai.com/7/2005-12-20/179067.html

2006/Feb/26

จะไปโรงพยาบาล ทำอะไรบ้าง Vol#1 by-หมอแมว-
Volume 1 ห้องฉุกเฉิน

โรง พยาบาลคงเป็นสถานที่ที่หลายๆคนไม่เคยไปและคงไม่อยากไปกัน แต่อาจลืมไปว่าในเวลาจำเป็นเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ยังไงก็ต้องไป เช่นในกรณีฉุกเฉิน
ที่จริงประเทศไทยได้รับเอาระบบประกันสุขภาพมาจากต่าง ประเทศเป็นบางส่วน โดยมีพื้นฐานอยู่ที่ว่าคนเราควรรับการรักษาขั้นพื้นฐานในสถานพยาบาลขนาดเล็ก และไล่ระดับตามความรุนแรงของโรค ดังเช่นเมื่อใช้ระบบนี้ในหลายๆประเทศ(ยกเว้นไทย)จะพบว่าประชาชนมีการปรับตัว ไปในทางที่ดูแลตนเองมากขึ้น เลือกที่จะดูแลตนเองและไปพบแพทย์เฉพาะเมื่อโรคที่เป็นน่าเป็นห่วงจริงๆ
ดัง นั้นในนิยามของสากล ห้องฉุกเฉินก็ย่อมเป็นห้องที่พร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ป่วยในระดับที่ มาก และมีความรุนแรงของโรคในระดับที่เป็นอันตรายได้สูงถ้าไม่ได้รับการรักษาโดย เร็ว
แต่ในสารฃัณฑ์แลนท์แดนหรรษา มีความแตกต่างกันออกไป หลังจากเปลี่ยนระบบเป็นสามสิบบาทรักษาทุกโรค(ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สามสิบบาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค ก็ดูชัดเจนดีว่าไม่ได้รักษาทุกโรค) หลังจากการเปลี่ยน ก็พบว่าลักษณะของผู้ป่วยเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เดิมต้องมีปัญหาจริงๆจึงจะมาแต่เดี๋ยวนี้เพิ่มกลุ่มที่ไม่มีความจำ เป็นแต่มีความต้องการบางอย่างก็จะมาด้วย เนื่องจากเราอยู่ในประเทศไทยผมก็จะพูดในลักษณะการทำงานแบบห้องฉุกเฉินในไทย และข้อสงสัยที่ผู้ป่วยและญาติชอบถาม(หรือร้องเรียน)ครับ

FAQ
1. ทำไมรอนานจัง
เนื่อง จากห้องฉุกเฉิน มีหน้าที่หนึ่งก็คือ ช่วยผู้ป่วยที่อาการหนักมากๆให้รอดชีวิตให้ดีที่สุด แต่ว่าเมืองไทยจะมีคนที่สบายดีจนกระทั่งป่วยหนัก(หรือแม้แต่ตายก่อนมารพ.) เข้าตรงมาที่ห้องนี้ ดังนั้นจึงจะมีการจัดเรียงคิว "ตามความหนักเบาของอาการ"อย่างเหมาะสม
ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็นใหญ่ๆคือ พวกที่รอไม่ได้ ไม่ทำอะไรตายแน่นอน คนที่ยังไม่แน่ว่ารอได้ไหม กับคนที่รอได้

พูดอย่างนี้ทุกคนก็คงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ลองดูกรณีนี้หน่อยครับ
ผู้ ชายนั่งอยู่สามคน คนนึงหัวแตกนั่งเลือดชุ่มเสื้อและแขนขวาถูกฟันเห็นเนื้อตั้งแต่ไหล่ลงมาจน ถึงศอกกระดูกโผล่ คนนึงนั่งหน้าซีดหอบเหนื่อยเหงื่อแตกญาติบอกว่าไปกินเหล้ากับเพื่อนมาสามวัน อีกคนอุ้มเด็กทารกมีไข้น้ำลายยืดอยู่

ถ้าผมจะบอกว่า กรณีนี้ คนที่สองหนักที่สุด(ตายหลังจากเข้ามาได้ครึ่งชั่วโมง) เด็กทารกเป็นรายที่สองต้องพ่นยาทันที ถ้าไม่พ่นอาจจะตาย... ส่วนคนที่เลือดท่วมหลังห้ามเลือดก็นอนรอผ่าตัดได้อีกระยะหนึ่ง

อาจจะ เถียงว่าเป็นโจทย์ที่ผมตั้ง... แต่ที่จริงผมเปลี่ยนแค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถเอาคนทั้งสามมาจัดลำดับความรีบด่วนใหม่ได้ครับ ซึ่งโดยทั่วไปถ้าไม่ได้ทำงานเห็นบ่อยๆหรือไม่รู้ข้อมูลบางอย่างของผู้ป่วย( เช่นอุณหภูมิ ความดัน ชีพจร)ก็เรียงความรีบด่วนผิดไปได้

ยิ่งใน ชีวิตจริงถ้าคุณไปดูที่ห้องฉุกเฉินจะพบว่ามีคนที่ป่วยมาหลากหลายแบบ แต่ว่าแทบทุกคนคิดว่าตนเองด่วนที่สุด(หรือเกือบที่สุด) และคนที่มารอไม่ได้รู้ข้อมูลอย่างที่คนที่กำลังทำงานในห้องนั้นรู้
ดังนั้นขอให้เชื่อเถอะครับว่าการทำงานในห้องฉุกเฉินนั้นเป็นไปตามความรีบด่วนจริงๆ ไม่มีใครคิดแกล้งหรอก

และ สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มรอได้แน่ๆ อย่างเช่นรักสุขภาพมากมีน้ำมูกไหลไม่คัดจมูกไม่มีไข้ จะมาขอยาลดน้ำมูกสามสี่แผง , จะขอใบรับรองแพทย์ไปสมัครงานวันพรุ่งนี้ , กินเหล้าแฮงค์ขอใบรับรองแพทย์ลางานสักสี่ห้าวัน , หรือกินกาแฟแล้วตาค้างนอนไม่หลับจะขอยานอนหลับ.... กรุณารอสักครู่(ใหญ่ๆมากๆ)ครับ

2. รถชนมา มีบัตร30บาททำไมต้องเสียเงิน
หลาย ครั้งมีกรณีร้องเรียนว่าทางโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินทั้งที่ยื่นบัตรสามสิบบาท ไป แถมพอผลออกมาอย่างเป็นทางการว่าทางโรงพยาบาลทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ยังมีการเอาไปลงwebอีก
ต้องเข้าใจว่าสิทธิการรักษาระบบปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ต้องสำรองจ่าย ... การสำรองจ่ายคือ คนไข้หรือญาติจ่ายเงินไปก่อนแล้วเอาใบเสร็จไปยื่นขอเบิกเงินได้
กรณีที่พบบ่อยมากที่สุดคือ กรณีอุบัติเหตุทางรถชนิดต่างๆ
หลัก การมีอยู่ว่าถ้าคุณได้รับบาดเจ็บจากยานพาหนะที่กฎหมายสั่งให้มีการทำประกัน ภัย ต้องจ่ายเงินไปก่อน แล้วไปแจ้งความ แล้วก็ใบแจ้งความ ใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์เอาไปเคลมประกัน
แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาว่า ไม่ชอบแจ้งความ และ ไม่ได้ทำประกันเอาไว้(ตามกฎหมายเท่าที่เคยรู้ ก็ต้องจ่ายเองไม่มีสิทธิใช้30บาท)

อาจจะมีบางคนเป็นกังวลว่า แล้วจะมีผลต่อการรักษาหรือไม่ เพราะกลัวว่าถ้ารถคว่ำปางตายเข้ามาแล้วจะไม่ได้รับการรักษาที่สมควร
ก็ ตอบได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีปัญหา เพราะว่า พยาบาลและหมอไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องการเงินอยู่แล้ว(ใครคิดว่าเกี่ยวก็ ลองไปนึกให้ดีว่าจริงเหรอ คิดสักสามรอบ) แถม
- สุดท้ายพอรอด หายดีแล้ว การเก็บเงินก็เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าไม่ได้ทำประกัน ก็ต้องจ่ายเอง
- ไม่มีจ่าย ไม่ทำประกัน เมาแล้วขับ(เอาเงินไปซื้อรถแต่งรถซื้อน้ำมันจนเงินหมด) สุดท้าย ก็เป็นหนี้เสียของโรงพยาบาล
- สุดท้ายโรงพยาบาลไม่มียา ไม่มีอุปกรณ์ สาธารณูปโภคก็แย่ลง ผลเสียก็ตกอยู่กับคนในชุมชนเอง

3. ทำไมไม่ให้ญาติเฝ้า(หลายคน)
ห้องฉุกเฉินโดยทั่วไปจะให้ญาติเข้ามา1-2คน ที่เหลือจะให้นั่งรอข้างนอกเนื่องจากหลายๆสาเหตุ

- คนไข้ที่ฉุกเฉินมากๆๆๆๆๆๆ ถึงตาย การช่วยเหลือจะทำอย่างมีแบบแผนใช้คนช่วย3-4คน น้อยกว่านั้นก็วิ่งกันวุ่น แต่มากไปก็ขัดขากันเอง ดังนั้นพอมีญาติเพิ่มมาอีกคนอาจจะทำให้อัตราการรอดของคนไข้ลดลง
กรณีที่ ชัดเจนมากก็คือ ผู้ป่วยวัยกลางคนติดเครื่องตรวจไฟฟ้าหัวใจในICUแล้วจู่ๆหมดสติ โดยที่คลื่นไฟฟ้าเป็นชนิดที่ช่วยได้ด้วยการช๊อตไฟฟ้า แต่เมื่อแพทย์พยาบาลเข้าไปถึงและจะช่วย ญาติกลับเขย่าตัวผู้ป่วยไม่ยอมปล่อย ถึงแม้จะอธิบายจะดึงจะดันจะด่าก็ไม่ยอมปล่อย ทำให้ไม่สามารถช๊อตไฟฟ้าหรือปั้มหัวใจได้ พอเอาตัวออกได้ คลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยก็เปลี่ยนเป็นชนิดที่ช๊อตไฟฟ้าไม่ได้แล้ว (จากโอกาสรอดเดิม80%เหลือราวๆ10%) รวมถึงการที่กว่าจะเข้าไปปั้มหัวใจได้ใช้เวลาดึงญาติเป็นนาทีๆ (ลดอัตรารอดลงไปอีกโข) ผู้ป่วยรายนั้นก็เลยต้องตายไปอย่างไม่น่าตาย

- สับสน .. หากใครเคยไปห้องฉุกเฉินเวลา1-2ทุ่ม จะรู้ว่าหนาแน่นมาก ผู้ป่วยจริงครึ่งนึง ญาติอีกเกินครึ่ง
เมื่อ ไม่กี่วันมานี้ (วันจันทร์ที่ผ่านมาขณะที่ผมนั่งพิมพ์นี่แหละ) กำลังยุ่งๆอยู่ผมก็ถามคนที่นั่งที่ที่นั่งรอตรวจว่าป่วยเป็นอะไรมา ก็ฟังประวัติเล่าอาการ ตรวจร่างกาย ก็ปกติดี.... ก็เลยบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องกินยาด้วยซ้ำ.... ปรากฎว่าคนที่ผมเสียเวลาตรวจไป มาเป็นเพื่อนญาติที่นอนป่วยอยู่ตัวเองไม่ได้เป็นอะไร......(หัวเสียเพราะมี คนรอตรวจอีกยี่สิบกว่าคน แต่พอผมเรียกชื่อคนไข้คนถัดไป หมอนี่กลับเดินมานั่งให้ผมตรวจ... พอคนที่โดนแซงคิวไปว่าหมอนี่ก็บอกว่าผมเรียกเขาไปตรวจเอง... กลายเป็นว่าผมผิด)
หรือตอนนั้นมีคนขาหักจากรถคว่ำส่งมาจากอีกโรงพยาบาล คนเจ็บมีคนเดียว แต่ว่าคนอื่นที่บาดเจ็บเล็กน้อย ตรวจรักษามาจากอีกโรงพยาบาลแล้วยืนยันจะขอตรวจใหม่ บางคนขอยาเพิ่มทั้งที่ได้ยามาแล้ว....(แขนถลอก แต่จะขอยาแก้ไอไปเก็บไว้ที่บ้าน....)

- เสียงดัง มากคนมากความ เครียด ลดประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย ขัดขวางการทำงาน....... ฯลฯ

4. ทำไมเอาแต่ถามโน่นถามนี่ ไม่เจาะเลือด เอกซ์เรย์ไปเลย
วันนี้ได้อ่านข้อความที่คนส่งไปว่าหมอในรายการช่อง''อีทีไว'' ว่า เกลียดหมอมั่วๆที่แค่ถามอาการก็วินิจฉัยโรคได้
โรคจำนวนมาก วินิจฉัยได้จากการถามประวัติ ตรวจร่างกาย .... การส่งเจาะเลือด x-ray ส่งตรวจอะไรต่างๆนานา มักเป็นส่วนเสริมเท่านั้น

โรคส่วนมาก สามารถรักษาชีวิตในภาวะฉุกเฉินได้ จากประวัติ ตรวจร่างกาย โดยที่การส่งทำโน่นทำนี่ไม่ได้ช่วยอะไรในช่วงแรกเลย
โรคหลายโรค การซักประวัติ ช่วยให้รู้ว่าเราจะส่งตรวจอะไรต่อเพื่อเอามาใช้ช่วยชีวิตคนไข้ได้เร็วขึ้น
โรคบางโรค วินิฉัยและรักษาได้ด้วยการซักประวัติอย่างเดียว
ผม ไม่ได้บอกว่า แค่ตรวจร่างกายกับถามประวัติ จะวิเศษขนาดบอกได้หมดว่าใครเป็นอะไร แต่อยากบอกว่ามันมีความสำคัญไม่แพ้....และอาจจะมากกว่าการส่งตรวจlabต่างๆ
และ จะบอกว่า ถ้าผมกำลังจะหัวใจหยุดเต้นในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าจากโรคอะไรสักอย่าง ผมคงเลือกที่จะรีบบอกอาการที่เป็นอยู่ให้มากที่สุดมากกว่าจะพึงใจกับการส่ง ตรวจต่างๆนานาหว่านแหลงไป

5. แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ..... --> ไปหัวข้อต่อไปครับ

สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องไปห้องฉุกเฉิน
0. ก่อนจะมาต้องคิดให้แน่ใจว่าจำเป็นหรือน่าจะมาจริงๆ โรคบางโรคที่มั่นใจว่าไม่ฉุกเฉินแน่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาตอนกลางคืน เพราะว่านอกจากจะต้องนั่งรอนานแล้ว ยังอาจจะพบว่าไม่มียาที่ใช้รักษาโรคนั้น.... เพราะว่าห้องยาฉุกเฉินในโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเก็บเฉพาะยาที่จำเป็นต้องใช้ใน กรณีฉุกเฉินเท่านั้น
1. เมื่อเดินทางมา ถ้าไม่ฉุกเฉินมากก็ค้นเอายาเดิมมาด้วย ทั้งยาเดิมของโรคประจำตัว และยาที่อาจจะเพิ่งได้รับมาไม่นาน โดยเฉพาะถ้าคุณไปรักษาตัวกับหมอหลายคน(หรือซื้อยากินเองจากร้านขายยา)
2. ถ้ามีญาติคนไข้มาด้วยสองคนจะคล่องตัวขึ้น เพราะเมื่อมาถึง ให้คนนึงไปกับคนไข้ อีกคนไปที่ห้องบัตรเพื่อแจ้งชื่อนามสกุลคนไข้แล้วเอาประวัติเดิมมา
3. คนที่ไปกับคนไข้ ควรเป็นคนที่รู้ประวัติหรืออาการของผู้ป่วยดีที่สุด
4. เวลาเล่าประวัติอาการหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ควรเล่าเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การบอกมากเกินไปหรือบอกน้อยเกินกว่าความจริง อาจก่อผลเสียได้ ****ห้ามบอกสิ่งที่ไม่ได้เป็นจริงเด็ดขาด****
5. อะไรที่ไม่รู้ ก็คือไม่รู้ อะไรที่รู้ก็คือรู้ อะไรที่ไม่แน่ใจก็คือไม่แน่ใจ การตอบว่ามั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือบอกอาการมั่วๆไปทั้งที่ไม่รู้สามารถก่อ ผลเสียถึงชีวิตได้
6. หากไม่มั่นใจสงสัยอะไร ควรยิงคำถามไปเลย(ดูกาลเทศะด้วย)...และเมื่อได้รับคำตอบแล้วควรบอกเล่าให้ ญาติคนอื่นๆได้รับรู้กันเพื่อจะได้ไม่ต้องถามซ้ำ
7. หลังจากได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยและผู้ที่จะอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยควรร่วมฟังคำแนะนำ+จำด้วย บ่อยครั้งของการให้คำแนะนำกลับบ้านไปแล้วไม่ได้ปฏิบัติตามทำให้ต้องกลับมา อีก
8. ควรจำชื่อผู้ป่วยและสาเหตุนำส่งให้ได้ .. ในกรณีที่รู้เพียงชื่อเล่นและเวลามาโรงพยาบาลโดยคร่าวๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยไปอยู่ที่ตึกใด

แม้ว่าหลายครั้งอาจจะเกิด ความรู้สึกไม่เข้าใจกันขึ้นมา ก็ให้เข้าใจไว้ว่า ทั้งคนที่ทำงานและญาติ ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ดังนั้นควรจะหันหน้าเข้าหากันและทำหน้าที่ในส่วนของตนให้ดีที่สุดครับ

ปล. ขอให้อย่ามาเจอะเจอผมที่ห้องฉุกเฉินเป็นดีที่สุดนะครับ

ที่มา : http://webboard.mthai.com/7/2005-12-16/177627.html



บทความดีๆจากคุณหมอแมว
View full profile