สเตียรอยด์ ใช้ยามั่ว ไม่กลัวตาย
คืน หนึ่งที่ผมอยู่เวร มีหญิงวัยกลางคนมาที่โรงพยาบาลในสภาพมึนเมาโดยบอกว่าเธอเป็นหอบหืดกำเริบ ผมไปตรวจร่างกายก็ได้ยินเสียงหวีดในปอดในลักษณะที่เข้าได้กับเสียงจับหืด แต่เมื่อให้พ่นยาแก้หอบหืดไปได้1ครั้งจนเสียงปอดดีขึ้นและจะพ่นต่อครั้งที่ สอง เธอก็ปฏิเสธ โดยยืนยันว่ายาที่ใช้ต้องเป็นยาฉีดเท่านั้น ผมค่อนข้างแปลกใจเพราะคนที่เป็นหอบส่วนใหญ่มักรู้ตัวเองดีว่ายาที่ใช้ควร เป็นยาพ่นจึงจะได้ผลดี ก็เลยถามไปว่าเดิมรักษาที่ใด(เพราะว่าไม่เห็นประวัติ) เธอก็บอกว่าเดิมเคยรักษาที่รพ.นี้ แต่ว่า หมอเลี้ยงไข้เธอก็ไม่หายซะทีจนได้ไปเจอ หมอที่ขายยาที่ตลาด ได้บอกเธอว่ายาที่รักษาให้หายได้ราคาแพง แต่ใช้แล้วได้ผลดี หลังจากกินมาเธอแทบไม่เกิดอาการอีกเลย แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเงิน ประกอบกับยาราคาแพงเม็ดละ5บาท(ต้องกินวันละ10เม็ด) หมอที่ขายยาให้เลยแนะนำให้ไปขอฉีดยาที่รพ.และรับยาเม็ดสีขาวของรพ.ที่คุณภาพ ต่ำกว่าไปก่อน
ผมฟังแล้วอึ้งไปเล็กน้อย เพราะแค่ฟังก็นึกภาพออกแล้วว่ายาที่ผู้หญิงคนนี้ได้คือยาอะไร ก็เลยพยายามอธิบายให้ฟังว่าการรักษาหอบหืดในระยะจับหืดนั้นไม่ได้รักษา ด้วยสเตียรอยด์ แต่เป็นการให้ยาลดการตีบของหลอดลม หลังจากพยายามอธิบายอยู่ เธอก็ตัดบทว่าตกลงผมจะให้เธอตามที่ต้องการไหม ผมจึงตอบว่าไม่....
เธอเดินลงจากเตียงแล้วออกไปด่าผมอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอยู่ราวๆสิบนาที ด่ารพ.ด่าพยาบาล ด่าหมอ ก่อนที่จะเดินออกไปจากรพ.
นี่ เป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่ใช้ยาแบบผิดๆ และเป็นหนึ่งในปัญหาการใช้ยาของคนไทย ซึ่งยังยึดกับการรักษาอาการให้หายโดยไม่สนใจว่าโรคจะหายหรือไม่ เหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจยาชุดยาตำรับโบราณ(เถื่อน)ทั้งหลายแหล่เฟื่องฟูเป็น น้ำเต้าลอยน้ำ
ก่อนที่จะไปสาธยายถึงความเฟื่องฟูของธุรกิจนี้ ต้องมาเรียนรู้เรื่องของร่างกายก่อน
การ เจ็บป่วยของคนเราที่แสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่นปวดเนื้อตัว ไข้ ไอ หอบ เจ็บ ฯลฯ ส่วนหนึ่ง เกิดจากการที่เชื้อโรคไปทำลายเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ...... ซึ่งที่จริงแล้วถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อย...
ส่วนใหญ่แล้ว อาการต่างๆที่เห็นส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายของเราทำเองต่างหาก โดยเป็นปฏิกริยาของเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นทหารของร่างกายแทบทั้งสิ้น
คน เป็นหวัด เชื้อหวัดก็แค่เข้าไปเกาะทำลายเนื้อเยื่อเพียงเล็กน้อย แต่อาการไข้และเจ็บอักเสบคอแดงซึ่งเป็นเหตุแห่งการไม่สบายตัว เม็ดเลือดขาวของเราเองเป็นตัวการปล่อยสารก่อไข้และการเจ็บอักเสบทั้งนั้น... ไม่ใช่ว่าร่างกายของเราซาดิสท์แต่อย่างไร หากแต่ว่าการเกิดไข้และการอักเสบ เป็นการเร่งให้เกิดการทำลายล้างเชื้อโรคที่บุกรุกให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อให้ หายจากโรคอย่างรวดเร็ว
แต่ก็มียาบางตัว ที่ถูกใช้เพื่อยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพื่อประโยชน์ในการรักษา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือยาสเตียรอยด์นั่นเอง
คนมีไข้ ได้ยาไป ไข้ก็ลดลง อาการเจ็บเนื้อตัวก็หายไป..
คนปวดข้อปวดเข่า แดงบวมข้อแท้ๆ ได้ยาตัวนี้ไปข้อก็ไม่ปวดไม่เจ็บอีก
เคยเป็นหอบหืด ใช้ยาหมอแล้วสูบบุหรี่ไม่ค่อยได้ แต่พอได้ยานี้ไปถึงกลับไปสูบบุหรี่ก็ไม่เกิดหอบหืดจับ...
เห็นได้ว่ายาตัวนี้amazingมากนักแล
สเตียรอยด์ในร่างกาย
การ ที่ร่างกายสามารถรับสเตียรอยด์ได้ก็เพราะว่าร่างกายเองก็มีการสร้าง สเตียรอยด์ออกมาเพื่อควบคุมระบบการทำงานต่างๆของร่างกาย โดยมีการควบคุมมาจากสมองมายังต่อมที่ไต และหลั่งสเตียรอยด์ออกมา ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในการควบคุมการทำงานหลายระบบที่เกี่ยวข้องกับการปรับ ตัวเพื่อเอาชีวิตรอด
ข้อเสียของสเตียรอยด์
มีหลายข้อที่สำคัญๆคือ
1. เลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื่องจากสเตียรอยด์ไปทำให้เกิดการบางตัวลงของกระเพาะและเสียความสามารถใน การป้องกันกรด ดังนั้นหากกินเข้าไปนานๆ กระเพาะก็จะบางตัวลงและเกิดแผลเลือดออกได้ อันนี้ถึงตาย
2.กระดูกบาง การใช้สเตียรอยด์จะไปกระตุ้นเซลล์ในกระดูกชนิดหนึ่งร่วมกับกระตุ้นระบบ ฮอร์โมน ทำให้เกิดผลคือ กระดูกถูกละลายบางลง ซึ่งในคนสูงอายุก็จะลงท้ายด้วย .... กระดูกพรุนและเกิดกระดูกหักได้ง่าย
3. พอได้สเตียรอยด์จากภายนอกไปมากๆ ร่างกายคิดผิดว่าร่างกายมีสเตียรอยด์พอแล้ว ก็เลยหยุดสร้าง ถ้าหากร่างกายหยุดรับสเตียรอยด์จากภายนอกเข้ามา แล้วไปเจอเรื่องเครียด(ไม่สบาย อดอาหาร เครียด ฯลฯ) ก็จะขาดสเตียรอยด์อย่างฉับพลัน และร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ อาจถึงขั้นหมดสติความดันเลือดตกลงและตายได้
4. ไม่มีอาการของการติดเชื้อ อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าสเตียรอยด์มีผลกดภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเมื่อร่างกายติดเชื้อ ก็จะไม่มีไข้ เหมือนสบายดี เพราะร่างกายไม่สู้เชื้อโรค กว่าจะรู้อีกทีเชื้อก็เริงร่าติดไปทั่วร่างกายแล้ว อันนี้ก็ตาย
5.ยังยั้งการเติบโตในเด็ก เด็กโตช้า และหยุดสูงเร็วกว่าปกติ อันนี้ไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต
6.ในผู้ป่วยเบาหวาน ก็ทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยาก อันนี้ก็ตายได้
โดย ปกติยาสเตียรอยด์ถูกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่สามารถขายแม้ในร้านขายยาได้หากไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ และโดยทั่วไปก็ไม่มีหมอคนไหนสั่งสเตียรอยด์ให้คนไข้สุ่มสี่สุ่มห้า (โดยเฉพาะถ้าเปิดคลินิก) เพราะว่าในที่สุด ผลสุดท้ายที่ออกมาก็คือการรักษาจะไม่ดีขึ้นในระยะยาว กล้าพูดได้ว่าสเตียรอยด์ที่คนไทยใช้กันผิดๆอย่างต่อเนื่องที่ได้รับโดยตรง จากเภสัชกรหรือหมอนับว่ามีน้อยมาก
แต่เมื่อพบคนไข้แต่ละคนที่เชื่อว่า ได้ใช้สเตียรอยด์มาต่อเนื่องยาวนาน กลับพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่มักมีความเชื่อว่า เภสัชกรหรือหมอนั่นแหละที่แอบจ่ายยาสเตียรอยด์ให้เขาโดยไม่บอก ,ไม่รู้ว่าตนเองไปโดนมาจากไหน หรือแม้แต่ไม่เชื่อว่าของที่กินนั่นแหละที่ผสมสเตียรอยด์
แหล่งสเตียรอยด์ที่สำคัญของคนไทยก็คือ ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาลูกกลอน ยาพระ ยาหม้อ ยาชุด
มา ผมจะเล่าให้ฟัง
*ยาสมุนไพร ยาหม้อ ยาลูกกลอน*
ใน ที่นี้ไม่ได้ดูถูกภูมิปัญญาชาวบ้านอ่านที่หลายคนชอบกล่าวหา แต่เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ค้าชอบหยิบเอาประเด็นสมุนไพรและภูมิปัญญามาเป็นเกราะป้องกันตัวเวลาทำการ โฆษณาขายยาตามหมู่บ้าน โดยอ้างว่าหมอแผนปัจจุบันไม่มีความรู้และดูถูกยาเหล่านี้เพราะเป็นยาพื้น บ้านของไทย การขายยากลุ่มนี้ ถ้าแบบไม่ลงทุนก็ขายเป็นยาลูกกลอน ถ้าลงทุนนิดนึงก็ขายเป็นยาหม้อหรือยาสมุนไพร
ยาลูกกลอนของเขาก็เอาพืชผัก อะไรไม่รู้ตากแห้งบดเป็นผงละเอียด มาปนกับผงยาสเตียรอยด์ จากนั้นผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลมๆเป็นอันเสร็จพิธี ข้อเสียของการขายแบบนี้คือประชาชนหลายคนถูกปลูกฝังตั้งแต่ยุคเมื่อสิบกว่าปี ก่อนที่มีการรณรงค์เรื่องยาชุดว่ามีกลวิธีผสมสเตียรอยด์แบบนี้ในยาลูกกลอน ดังนั้นจะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนที่ไม่ซื้อ
ดังนั้นก็เปลี่ยนใหม่เป็น เอาสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกิ่งไม้ข้างทาง เถาไม้เลื้อยบางชนิด ใบไม้แห้งๆ มารวมๆกัน เอาไปผ่านกรรมวิธีก่อนจะนำไปตากแห้งแต่งสีให้ดูปกติ แล้วเอามาเข้าชุดขายให้คนที่หลงซื้อเอาไปต้ม พอต้มแล้วเอาน้ำมาดื่มก็ดื่มยาสเตียรอยด์เข้าไป
*ยาชุด*
ยาชุดในที่นี้ให้แยกกันจากยาชุดจากแพทย์เภสัชที่มีการเขียนชื่อยาอย่างชัดเจน มันเป็นคนละเรื่องกัน
ยา ชุดในที่นี้ ให้นึกภาพยาหลากๆสี ใสในถุงยาเล็กๆ วิธีกินคือ กินทีละซอง พวกนี้ชอบขายตามร้านของชำ ปั๊มเล็กๆ ทั่วๆไป โดยจะมีเอเย่นต์นำมาส่งต่อให้ร้านเหล่านี้อีกที โดยอ้างสรรพคุณครอบจักรวาลทั้งแก้ปวดเมื่อยกษัยเส้นช่วยกินข้าวได้เพิ่ม กำลัง
ที่ร้ายก็คือ คนพวกนี้ชอบอ้างสรรพคุณว่าเป็นยาบำรุง ไม่ใช่ยาชุด .... และบางครั้งบางคราว คนกลุ่มนี้จะใส่ความเชื่อผิดๆว่ายาชุดที่กระทรวงปราบปรามคือ เป็นยาที่หมอและเภสัชสั่งให้ในคลินิกหรือรพ. แล้วแอบผสมสเตียรอยด์ลงไป
อย่าง เช่นผมตรวจคนไข้แล้วเป็นหวัด ก็สั่งยาแก้ไข้ ยาลดน้ำมูก ยาขับเสมหะ ให้ พอสั่งให้แล้ว บางครั้งบางคราวคนไข้จะถามคำถามประมาณว่าในนี้ตัวไหนเป็นสเตียรอยด์ให้เอา ออกไป เพราะเขาต้องการยารักษาหวัด ไม่ใช่ ยาชุด หรือบางครั้งจ่ายยาเบาหวานความดันไปแล้วคนไข้ไม่กิน โดยบอกว่า ได้รับคำบอกเล่าหมอชาวบ้านว่ายาชุดลดความดันเบาหวานที่จ่ายมาอาจ ผสมสเตียรอยด์.. -_-
สรุปว่าไม่ว่าจะเป็นยาอะไรจากใครก็ตาม หากคุณเห็นว่าใส่รวมๆกันไม่มีชื่อยาก็ขอให้ถาม ชื่อยา จากคนที่เอายาให้ ไม่ต้องไปเกรงใจกลัวเขาจะว่า ถ้ายามีชื่อออกมาชัดๆ ก็พอวางใจได้ แต่ถ้าชื่อยาที่ออกมาไม่ว่าจะถามหลายๆครั้ง ก็บอกแค่ ยา ชื่ออาการ เช่น ยาลดปวด ยาลดบวมข้อ ยาเส้น ยากล้าม ฯลฯ ก็ให้คิดเผื่อๆไว้หน่อยว่าคุณอาจจะเจอยาชุดของจริงเข้าให้แล้ว
*ยาพระ*
อีกรูปแบบหนึ่งของยาสเตียรอยด์ก็คือการใช้สโลแกนว่า ข้ามากับพระ โดยมีทั้งพระจริงพระเก๊
พระ เก๊ ก็อย่างเช่น อ้างเกจิอาจารย์ดังๆในอดีต หรืออุปโลกพระที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาแล้วอ้างตำราของท่านเหล่านั้น ถ้าให้น่าเชื่อถือก็อ้างส่วนผสมแล้วใช้คำไทยๆเช่น เกษรทั้ง5 รากทั้ง6 ลำต้นทั้ง7 ฯลฯ เอามาแปะไว้หน้าห่อ
พระจริง มีทั้งแบบที่พระทำเอง (ถ้าทำเองคงผิดอาบัติ เพราะเท่ากับส่งเสริมการฆ่าคน)แบบที่คนทำเอามาฝากขายตามวัด หรือคนทำเอาไปหลอกพระที่วัดเพื่อเอาพระเหล่านั้นมาเป็นสโลแกนว่าเป็นยาโบราณ
พวกนี้ผิดกฎหมายแล้วยังพ่วงท้ายนรกไปอีกกระทง
*ยานี้มีอย.*
เป็น รูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับการนิยม โดยมีทั้งบอกปากเปล่าหน้าด้านๆว่า ยาของเราไม่ผสมสเตียรอยด์ และได้รับอย.เรียบร้อยแล้ว หรือแบบที่ทำตราอย.ปลอมก็มี ซึ่งก็เป็นกลวิธีนึงที่ทำให้ลูกค้า (คนไข้)มาเถียงกับหมอว่า ไม่ได้กินสเตียรอยด์หรอก เพราะมีอย.
เรื่องยาสเตียรอยด์มีให้เล่าอีกเยอะ สามวันไม่จบ แต่ว่าขอเล่ากรอบรวมกว้างๆไว้เท่านี้ดีกว่าครับ
สรุป
ระวัง ยาที่ไม่ใช่ยาแผนปัจจุบันไว้ให้ดี ไม่ได้ดูถูกยาแผนโบราณ แต่ว่าเดี๋ยวนี้หายาสมุนไพรแผนโบราณไม่ขึ้นทะเบียนที่ไม่ผสมสเตียรอยด์ได้ ยากจริงๆ
ยาสมุนไพรที่เชื่อถือได้ดีที่สุดคือ คุณไปเก็บมาต้มกินเอง
หาก เป็นโรคใดก็ตามที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่หายขาดเป็นเวลานานๆ (เช่นหอบหืดภูมิแพ้ปวดเมื่อยปวดตามข้อ) แล้วไปกินยาแผนโบราณแล้วอาการหาย ควรนำตัวอย่างยาไปตรวจดู --- ลองคิดดูสิครับ หากพบว่าเป็นสเตียรอยด์ คุณก็จะได้หยุดกิน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะได้ถือว่าเป็นการพบยาประสิทธิภาพดีขึ้นมาอีกตัว มีแต่ประโยชน์กับประโยชน์
ปล.*คอยพบกับตอน สเตียรอยด์ ใช้ไม่มั่ว อย่ากลัวตาย เร็วๆนี้*
2006/May/07
2006/Apr/07
ปัญหาที่พบได้ในการรักษาโรคหอบหืด by-=หมอแมว=-
ถึง แม้ว่าการรักษาหอบหืดจะมีการพัฒนาไปอย่างมากในเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่ว่าการรักษาให้ได้ผลก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ และยังมีปัญหาอีกมากมายทั้งที่มีสาระและไร้สาระ
- ยาเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะไปใช้ยาใหม่ทำไม
เป็น ปัญหาโลกแตกที่มีมานานแล้ว เพราะคนไข้ที่เป็นโรคหอบมักติดกับการรักษาแบบเดิมๆที่เคยใช้ได้ผลมา และมักไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้วิธีใหม่ ไม่ว่าวิธีใหม่จะเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าแค่ไหนก็ตาม
ภายในโรงพยาบาลเองก็ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการรักษาแบบเดิมๆ ก็คือการใช้ยาแก้หอบชนิดกิน เพราะทางเภสัชกรจะบอกเสมอว่า ไม่มีประโยชน์รวมทั้งสิ้นเปลือง เนื่องจากราคาแพงกว่าแบบพ่นและยังได้ผลแย่กว่า ในขณะที่ทางหมอเองก็รู้เรื่องนี้ดี โดยเฉพาะหมอรุ่นที่จบมาใหม่ๆหลายๆคนที่เรียนจบมาโดยไม่รู้จักการใช้ยาแก้หอบ แบบเม็ดด้วยซ้ำ แต่เมื่อออกมาทำงานจริงหมอรุ่นใหม่หลายคนกลับต้องงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อพบว่า ในชีวิตจริงต้องมาหัดใช้ยาเหล่านี้ และหมอก็ต้องยอมรับอยู่กลายๆว่าหมอเองนั่นแหละที่ต้องทำตัวต่ำกว่ามาตรฐานใน การรักษาหอบในเมืองไทย ยกตัวอย่างเช่น
ผู้หญิงอายุ30กว่าปีเป็นหอบหืดใช้ ยากินมาตลอด มีความเชื่อฝังหัวมาว่าการออกฤทธิ์ที่ได้ผลของยาก็คือต้องใช้แล้วใจสั่น( ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยากิน) พอเปลี่ยนไปใช้ยาพ่นแล้วกลับไม่มีอาการใจสั่นก็เลยไม่ชอบเพราะคิดว่ายาใช้ ไม่ได้ผล สุดท้ายก็บอกกับหมอว่าไม่ต้องการยาพ่น
คนสูงอายุ ผมสอนให้ใช้ยาพ่น หลังจากนั้นก็ให้ไปรับยากับเภสัชกรของรพ. หลังจากนั้นกลับมาติดตามผลก็พบว่าคนไข้ไม่ใช้ยาพ่น แต่กลับใช้ยากินต่อ ผมจะให้หยุดยากินก็หยุดไม่ได้(เพราะยากิน กินแล้วใจเต้นเร็วซึ่งไม่ดีในคนสูงอายุที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและ ความดันสูง) ส่วนบางครั้งสั่งยากินไปโดยไม่มียาพ่น(เพราะคนไข้หัดยังไงก็ไม่เป็น) ถูกทางห้องยาตีกลับมาแนะนำให้ใช้ยาพ่น ... ถึงจะสั่งยาพ่นไปแล้วให้คนอื่นไปลองหัดสอนให้ดูบ้าง(ก็ผมสอนแล้วยังไม่ได้ผล ) กลับมาอีกทีตอนยากินหมด ยาพ่นก็ยังเหลืออีกจมแถมยังใช้ผิดๆถูกอยู่อีก
ความจริงมีเครื่องเสริมช่วยพ่น แต่เชื่อเถอะครับ จนาดมีเครื่องช่วย หลายๆคนก็ยึดติดและไม่ยอมเปลี่ยนมาใช้ยาพ่นอยู่ดี
อีก สาเหตุนึงนอกจากเรื่องการสอนให้พ่นยาเป็น ยังมีเรื่องราคา เพราะคนจำนวนมากเชื่อว่ายาพ่นแพงกว่า เพราะว่ายาแต่ละหลอดมีราคาหลักร้อย (พ่นได้สองร้อยครั้ง) แต่หากมานับเทียบกันแล้ว ยาเม็ดซึ่งราคาตกเม็ดละบาทกว่าๆ เทียบกันแล้ว ยาเม็ดอย่างไรก็มีราคาแพงกว่าอยู่ดีเมื่อเทียบการใช้ต่อครั้งต่อวัน
ที่ จริงผมเองก็เคยลองสั่งยาพ่นโดยไม่ให้ยากินคนไข้กลับบ้าน แต่คนไข้ที่ไม่ได้ยากิน ก็จะไปหาซื้อยาเหล่านี้จากร้านขายยาใกล้รพ.อยู่ดี ดังนั้นตราบใดที่คนไข้ยังไม่เปลี่ยนไปใช้ยาพ่นและตราบใดที่มียากินในบัญชียา หลักแห่งชาติ(และมีคนสั่งเข้ารพ.) ผมก็ยังสั่งให้คนไข้อยู่ดี
- ยาสเตียรอยด์พ่น พ่นไปทำไม ไม่เห็นได้ผลเลย
โดย ปกติหมอจะเริ่มให้ยาพ่นขยายหลอดลมเพื่อระงับอาการเป็นครั้งคราว และในคนไข้บางราย หมอก็จะให้ยาสเตียรอยด์พ่นเพื่อทำการ"รักษา"ในรายที่เป็นพอสมควร แต่ในความเข้าใจของคนไข้(แม้จะอธิบายแล้วอย่างดี)ก็คือ
"ยาหลักคือยาขยายหลอดลม(เพราะพ่นแล้วหายเหนื่อย) ยารองคือสเตียรอยด์(เพราะพ่นแล้วไม่หายเหนื่อย)"
ความ จริงโรคหอบหืดเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบในระดับหลอดลมฝอยทำให้มีหลอดลมบวม ตีบ ยาขยายหลอดลมเพียงไปบังคับให้หลอดลมขยายตัวขึ้นแต่ว่าไม่ได้ลดการอักเสบ ในขณะที่ยาสเตียรอยด์พ่นจะลดการอักเสบของหลอดลมทำให้เกิดการอักเสบลดลง ถือเป็นการรักษาสาเหตุอย่างแท้จริงแต่จะเห็นผลก็เมื่อผ่านไปเป็นเวลาหลายๆ เดือน ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่คนไข้หลายคนไม่ชอบและไม่เชื่อว่ามันได้ผล
คน ไข้คนหนึ่งอายุมากแล้ว เป็นหอบหืดเรื้อรังมา30-40ปี ใช้ยากินมาตลอด เมื่อเริ่มมียาพ่นขยายหลอดลมมาใช้ ก็ถึงกับบอกว่าดีมาก แต่ก็ยังมีอาการทุกวันทำงานหนักหรือออกกำลังกายยังไม่ได้ พอมีการใช้ยาพ่นสเตียรอยด์มาใช้หมอที่ดูแลก็แนะนำให้ลองใช้ คนไข้รายนี้ใช้เพียงระยะหนึ่งก็เลิกเพราะไม่เห็นประโยชน์,อาการก็ยังกำเริบ ทุกคืนจนกระทั่งทนหมอรบเร้าไม่ไหวก็ยอมทนใช้ ในที่สุดอาการก็ดีขึ้น สามารถออกกำลังกายได้ อาการที่เคยกำเริบทุกคืนก็หายไปเป็นก็นานๆครั้ง ถึงกับบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้ยาสเตียรอยด์พ่นตั้งแต่ต้น
(ข้อความที่ว่ามาข้างต้นดูเหมือนโฆษณาขายยา แต่ว่าผมถอดความมาจากหนังสือทางโรคทรวงอกของสมาคม.. ก็ตามแต่จะเชื่อครับ)
-รักษามาหลายขนาน ทำไมไม่หายเสียที
คน ไข้หลายๆคนบ่นว่ารักษามานานหลายเดือน อาการไม่ดีขึ้นอย่างที่หมอบอก หรือไม่ดีขึ้นเหมือนที่อ่านเจอ บางคนถึงกับเชื่อว่าหมอเลี้ยงไข้หรือสงสัยว่าจ่ายยาด้อยมาตรฐานมาให้
แต่ ก่อนที่จะบอกว่าหมอเลี้ยงไข้(หมอรพ.รัฐจะเลี้ยงไข้ไว้ทำไมให้ตัวเองงานยุ่ง แปลกจริง) หรือกล่าวหาว่ายาด้อยมาตรฐานทั้งที่หลายๆคนใช้ได้ผลดีรวมทั้งหมอที่เป็นหอบ หืด
เรามาลองดูปัญหาอื่นๆกัน
1. ยาพ่นไม่ใช่ยากิน ที่พบบ่อยคือถึงจะสอนพ่นดีเพียงใด แต่คนไข้หลายคนก็ยังพ่นยาไม่เป็น ไม่สามารถหัดจังหวะการหายใจกับการกดยาให้ตรงกันได้ ยาก็ไม่ถึงปอดและไม่ออกฤทธิ์ ลงกระเพาะไปหมด
2. ไม่หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น จากประสบการณ์ มีทั้งคนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และคนที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังไม่คิดจะหลีกเลี่ยง ที่พบเจอได้บ้างก็คือการสูบบุหรี่ ที่คนสูบบางคนไม่ยอมเลิกพร้อมกับไม่พอใจหมอเนื่องจากคิดว่ามียาที่สามารถทำ ให้หายหอบทั้งที่ยังสูบบุหรี่ได้
3.ไม่ออกกำลังกาย ไม่รักษาสุขภาพ ทั้งที่สองอย่างนี้ได้มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าทำให้อาการดีขึ้น
- ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำไมแพทย์แผนปัจจุบันถึงดูถูก
มี คนไข้หลายคนที่มาบอกผมว่า หยุดยารพ.แล้วไปใช้ยาพระ ยาสมุนไพร ยาโบราณ แล้วอาการหอบดีขึ้น อ้วนท้วนสมบูรณ์ อาการหอบปวดข้อปวดเข่าหายไปเป็นปลิดทิ้ง คนไข้หลายคนหาว่าผมและแพทย์แผนปัจจุบันมีอคติกับยาแผนโบราณ
แต่จาก ที่เคยพบมา ยาแผนโบราณหรือยาลูกกลอนที่รักษาได้อย่างครอบจักรวาลเกือบ100% มีการผสมสเตียรอยด์แทบทั้งสิ้น ซึ่งยาสเตียรอยด์กินก็สามารถใช้รักษาหอบหืดได้ แต่ว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่ใช้เนื่องจากผลข้างเคียงของมันมีมากกว่าประโยชน์ หรือจะใช้ก็ใช้ในเวลาอันสั้นเท่านั้น
เท่าที่พบมา การใช้ยาลูกกลอนหรือยาโบราณ นานๆและได้สเตียรอยด์ไปนานๆ จะได้รับผลเสียที่คาดไม่ถึงและมากมายจนบอกไม่หมดซึ่งผมจะเอาเรื่อง สเตียรอยด์มาพูดในครั้งต่อๆไปครับ
ดังนั้น คุณๆที่เคยรักษาโรคหอบหืดด้วยยาแผนโบราณ ลองถามตัวเองดูนะครับว่ายาเหล่านั้น ปราศจากสเตียรอยด์แน่หรือไม่
หาก คุณคนใดได้ปรุงยานั้นด้วยตนเองจากสมุนไพร(ไม่ว่าพืชสัตว์แร่ธาตุใดๆ)และมั่น ใจว่าได้ผลดีราคาถูกกว่ายานำเข้า ก็โปรดให้เป็นวิทยาทานเถิดครับ ผมมั่นใจว่าหมอทั่วประเทศจะโมทนาสาธุอย่างดีแน่นอน
(สูตรมะขามเปียกพันจิ้งจกตายก็น่าสน จะลองไปเปิดตำราดูว่ามีใครเคยพูดถึงไหม)
สรุป
-โรคหอบเป็นโรคที่รักษาไม่มีทางหาย แต่สามารถควบคุมอาการได้
- ยาที่ใช้ในโรคนี้มีสองกลุ่มหลักๆ คือ ยาขยายหลอดลมพ่น ใช้ควบคุมอาการเป็นพักๆในระยะสั้น และยาพ่นสเตียรอยด์ ที่ใช้รักษาควบคุมอาการในระยะยาว ยากินไม่ว่าจะชนิดใหม่ๆแค่ไหน ในขณะนี้ยังถือเป็นยาเสริมทั้งสิ้น
- สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การใช้ยาก็คือ การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น การดูแลสุขภาพ และการออกกำลังกาย
- ส่วนอุปกรณ์ เครื่องมือ item แร่ธาตุ ของขลัง ขอให้ทำหรือหามาหลังจากที่คุณได้ลองทำอย่างที่แนะนำข้างต้นให้หมดก่อนครับ ประหยัดกว่ากันเยอะ
ปล. การกินแมวแบบเพลงผู้บ่าวกินแมว ไม่ช่วยให้หายหอบหืด ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย และไม่ใช่วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวอีสาน
2006/Mar/01
หอบหืด รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้(จริงๆนะ)-=byหมอแมว=-
โรค นี้คงเป็นโรคที่หลายคนคงจะรู้จักกันดี(มั้ง) โดยมีอาการคือ หายใจหอบเหนื่อยหอบ และมีเสียงหวีด คนที่เป็นจะรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจลำบาก
การรักษานั้นก็ง่ายมาก เพียงแค่ให้ยาพ่นขยายหลอดลม และให้ยากลับบ้านได้
-----จบ-----
เดี๋ยว ก่อน ถ้าจบง่ายๆ แล้วผมจะเอามาเล่าทำไม , ถูกต้องครับ มันมีเหตุผลที่ต้องเอามาเล่า เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ทำความยุ่งเหยิงปวดหัวให้กับพยาบาลและหมอมากที่สุดโรค หนึ่งในห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อญาติหรือคนไข้ไม่มีความเข้าใจกับโรค หรือมีความรู้ความเชื่อที่ผิดๆ
*หอบหืดคืออะไร*
ปัญหาแรกคือ ความเข้าใจของชื่อโรคที่ไม่ตรงกัน(definition)ของคนที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์
หอบ หืด,โรคหอบ(Asthma) คือภาวะการตีบตัวของหลอดลมอย่างเฉียบพลัน ซึ่งสามารถกลับมาดีขึ้นได้ด้วยการใช้ยาขยายหลอดลม -- นี่เป็นความหมายทางการแพทย์
หอบ เหนื่อยหอบ ในความรู้สึกของคนทั่วไป หมายถึง อาการเหนื่อย หรือหายใจเร็วขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากอะไร อาการแบบนี้แหละที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า ถ้าหอบก็ต้องเป็นโรคหอบหืด ซึ่งในทางการแพทย์ หอบแบบนี้เราเรียกว่า อาการหายใจลำบากหรือ dyspnea
ดัง นั้น คนที่เป็นโรคหอบหืดมีอาการมา ก็มักมีอาการเหนื่อยหอบ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่มีอาการเหนื่อยหอบ ทุกคน ไม่ได้เป็นโรคหอบหืดไปซะทุกคน
*ถ้าไม่ใช่หอบหืด แล้วจะเป็นอะไรได้*
ปัญหา ที่สองก็คือ เมื่อความเข้าใจของคนไข้ที่มีอาการหอบมาคือ เมื่อตนเองมีอาการเหนื่อยหอบ ก็ต้องเป็นโรคหอบหืด และเมื่อเป็นหอบก็จะต้องพ่นยา
แต่ในความเป็นจริง เวลาหมอเจอคนที่มีอาการเหนื่อยหอบเข้ามา ก็ต้องตรวจก่อนว่าเป็นโรคหอบหืดจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง หรือถ้าเป็น เป็นจากอะไรได้ ไม่ใช่ว่ามาถึงก็ให้พ่นยาตะบี้ตะบัน (เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม)
อาการหาย ใจหอบเหนื่อย เกิดได้จากโรคนานาชนิด โดยหลักทางการแพทย์จะต้องให้นึกถึงสาเหตุที่ทำให้เหนื่อยหอบ ซึ่งคนเราจะมีอาการเหนื่อยหอบก็ต่อเมื่อ ร่างกายได้Oxygenไปไม่พอกับความต้องการของร่างกายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
- ร่างกายนำเข้าoxygen ได้ลดลง ได้แก่มีการตีบแคบลงของทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูกมากๆ เสมหะมากๆ เส้นเสียงบวม โรคหอบหืด หลอดลมตีบอื่นๆ ถุงลมโป่งพอง ปอดขยายตัวไม่ดีจากสาเหตุต่างๆ , การแลกเปลี่ยนก๊าซแย่ลงเช่นโรคปอดบวม หรือโรคน้ำท่วมปอด
- ร่างกายต้องการoxygenมากขึ้น เช่นการมีไข้ โรคหัวใจบางอย่าง
- หรือแม้แต่ในบางกรณี การหอบก็ไม่ได้เกี่ยวกับoxygenเช่นการหายใจเร็วจากความผิดปกติของระบบประสาท ผิดปกติทางดุลเกลือแร่หรือน้ำตาล
จะ เห็นว่าโรคหอบหืดเป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีอาการหอบเหนื่อยได้ หรือแม้กระทั่งในการหอบชนิดที่มีเสียงหวีดๆ ตัวโรคหอบหืดก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆสาเหตุเท่านั้น
แล้วทำไมล่ะ ถ้าอย่างนั้นใช้วิธีพ่นยาไปก่อน ใครไม่หายก็ค่อยไปหาวิธีรักษาอื่นก็ได้นี่นา
คำ ตอบที่เรามักต้องหาสาเหตุก่อนการพ่นยาก็เพราะ ยาพ่นขยายหลอดลมที่ได้ผลดีและเป็นที่นิยมใช้ในโรงพยาบาลได้แก่ Salbutamol ซึ่งมีผลข้างเคียงอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้หัวใจเต้นเร็วแรงขึ้น
เมื่อลองดู กับสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการหอบเหนื่อยได้ จะเห็นว่าคนไข้จะเหนื่อยอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ดังนั้นถ้าหากหมอให้ยาพ่นกับคนทุกคนที่หอบเหนื่อยมาโรงพยาบาล ก็จะมีเฉพาะคนที่เป็นหอบหืดที่จะมีอาการดีขึ้น แต่ส่วนที่ไม่ได้เป็นหอบหืดนอกจากอาการอาจจะไม่ดีขึ้น ยังอาจจะได้รับผลข้างเคียงของยาทำให้ยิ่งเหนื่อยและแย่กว่าเดิมลงไปอีก
*อะไรทำให้เป็นหอบหืด
ตอบ ง่ายๆว่า ไม่รู้ครับ เหตุที่แท้จริงคงบอกยาก และไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม เพราะในแต่ละคนมีสาเหตุที่แตกต่างกันไปไม่ซ้ำกัน แม้กระทั่งพี่น้องบ้านเดียวกันที่เป็นหอบเหมือนกันก็สามารถมีเหตุที่ต่างกัน ได้
ดังนั้นของที่น่าจะมีประโยชน์ที่จะรู้ก็คือ อะไรที่กระตุ้นให้เกิดอาการหอบ โดยตัวกระตุ้นที่พบบ่อยก็คือ
1. สารภูมิแพ้ เช่นฝุ่น เกสร อาหาร ผงแมลงสาบ ขนสัตว์
2. ยา เช่นยาลดการอักเสบบางชนิด
สองอย่างข้างต้นพบว่าคนที่เป็นภูมิแพ้หรือแพ้ยาบางอย่างมีความเสี่ยงที่จะเป็นหอบหืดง่ายกว่าคนทั่วไป
3. สารเคมี(ว่าแต่อะไรในโลกบ้างที่ไม่ได้เป็นสารเคมี)
4. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
5. อารมณ์ อุณหภูมิ การออกกำลังกาย
ตัวกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนที่เป็นต้องรู้และระวังหลีกเลี่ยงให้มาก เพื่อป้องกันหืดจับ....
*รักษา*
ถ้า ใครอายุมากพอ อาจจะทันได้เห็นการรักษาวิธีเก่า ก็คือ การใช้ยาขยายหลอดลมชนิดสูบ พูดง่ายๆคือเป็นบุหรี่ขยายหลอดลม ถ้าหากเป็นมากหน่อย ก็กินยาขยายหลอดลมควบคู่ไปด้วย
อีกสมัยนึงที่ผมยัง ทันได้ใช้ การรักษาหลักก็เป็นการใช้ยาขยายหลอดลมกิน โดยมียาพ่นหลอดๆเป็นตัวเสริม แต่ในเมื่อยาพ่นมันมีราคาสูง คนก็ไม่นิยมใช้
ใน ช่วงหลังมีองค์ความรู้ใหม่ขึ้นจากการตรวจเนื้อปอดว่าหอบหืดเป็นการอักเสบของ หลอดลม ดังนั้นจึงมีความนิยมใช้ยาสเตียรอยด์เพิ่มมากขึ้น ทั้งรูปแบบกินและแบบพ่น(แพง) ซึ่งในการใช้ยากินมากๆ ก็มีอันตรายข้างเคียงของสเตียรอยด์
แต่ปัจจุบัน การรักษาและวิจัยก็พบว่า ยาที่มีความจำเป็นและสำคัญที่สุดในการรักษาและควบคุมโรคหอบหืดก็คือ ยาพ่นสเตียรอยด์พ่น
ส่วนยาขยายหลอดลมพ่นนั้นถือเป็นเพียงองค์ประกอบเฉพาะเวลาหืดจับเท่านั้น
ในขณะที่ยากินในแบบต่างๆ แทบจะถือได้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในการรักษาแบบปัจจุบันครับ
คราวหน้าเราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการรักษา ในเมืองไทยครับ