2006/Sep/08

ความเดิม ผมเขียนเอาไว้ในหัวข้อที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องเด่นประเด็นไส้ติ่งต่างๆนานา มาต่อกันดีกว่า

ความเชื่อ : หมอปล่อยให้แตกไม่พอ ยังลืมถุงมือไว้ในท้อง
ความจริง : เวลาผ่าตัดไส้ติ่งแตกเสร็จ จะมีการล้างช่องท้อง และวางสายระบายไว้จากในท้องเพื่อระบายหนองจากช่องท้องที่อาจเกิดตามมาให้ไหล ออกมาข้างนอก จะได้ป้องกันการติดเชื้อและเกิดฝีในช่องท้อง ลักษณะสายระบายคือเป็นแผ่นยางสีขาวเหลืองยาวๆ รูปร่างเหมือนท่อแฟบๆ ซึ่งหมอมักจะเย็บติดกับผิวหนัง เมื่อเริ่มไม่มีหนองออกมา ก็จะค่อยๆถอยสายท่อนี้ออกมา (โดยติดเข็มกลัดป้องกันการผลุบเข้าท้อง)
กรณี คนไข้ไส้ติ่งแตกวางสายระบายไว้ แล้วญาติที่ไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อ ดึงสายนี้ออกเอง นอกจากจะเสี่ยงต่ออันตรายระหว่างดึง ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายหลังได้อีก
อีกอย่างครับ เวลาผ่าตัดเสร็จ เขาจึงจะถอดถุงมือ ไม่มีใครเขาถอดถุงมือก่อนหรอกครับ ลองคิดง่ายๆว่าจะมาถอดให้เปื้อนมือทำไม

ความเชื่อ หมอปล่อยให้แตกไม่พอ ถุงมือก็ลืมคาไว้ แถมยังลืมเย็บท้องอีก
ความจริง : ไส้ติ่งแตก จะมีหนองในช่องท้องที่ทะลักออกมาระหว่างการผ่าตัด
เนื่อง จากเนื้อเยื่อไขมันเป็นเนื้อเยื่อที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อยเสี่ยงต่อการติด เชื้อ หลังการผ่าตัดจึงมักมีการปล่อยเนื้อเยื่อเหล่านี้ไว้ก่อน เพราะว่าเชื้อในลำไส้(ไส้ติ่งที่แตก)เป็นเชื้อที่ไม่ชอบออกซิเจนเท่าไหร่ พอไปพักตากอากาศก็มักจะไม่โตแล้วก็ตายกรอบไปเอง
เมื่อทิ้งไว้ระยะหนึ่งจนเนื้อดูแดงดี ก็จะเย็บปิดเข้าหากันอีกครั้ง

ความเชื่อ : เอาเถอะ แล้วทำไมหมอไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร
ความจริง : จากประสบการณ์ในการเป็นแพทย์ ช่วงที่เคยผ่าไส้ติ่ง พบว่า เกิน80%ของการผ่าตัดไส้ติ่ง มีญาติเข้ามาต่อว่าหรือเข้ามาถามว่า ทำไมผมไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร ไม่บอกอาการกับญาติ ไม่บอกอะไรเลย&^$@
แต่ ในชีวิตที่เคยผ่าตัดมา ถ้าคนไข้มีญาติมา ผมอธิบายทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดให้ทั้งญาติและคนไข้ฟังเป็นจำนวน100% ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับศัลยแพทย์ที่ผมเคยรู้จักมาทุกคน
สาเหตุเนื่องมาจาก ญาติที่ไม่พอใจห่วงใยญาติของตนมาก แต่เวลามาเฝ้าญาติ ไม่ได้ถามคนที่เฝ้าอยู่ก่อนว่าหมอบอกอะไรไปบ้าง คนที่เฝ้าก่อนก็ไม่ถ่ายทอดสิ่งที่หมอบอกให้คนที่มาใหม่ฟัง
ดังนั้น ก่อนที่จะแสดงความไม่พอใจออกมาในเรื่องนี้ สมควรที่จะถามคนที่เฝ้าก่อนๆรวมทั้งตัวคนไข้เองว่า "หมอบอกอะไรบ้างหรือยัง"

ความเชื่อ : ไส้ติ่งเป็นการผ่าตัดที่ง่ายที่สุด
ความจริง : การผ่าตัดทางช่องท้อง ไส้ติ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ซับซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะง่ายเสมอไป เพราะในช่องท้องจะมีอะไรอยู่ภายในหรือจะเกิดอะไรในนั้น ไม่สามารถคาดเดาได้
ไส้ติ่งที่ผ่าง่ายๆ ผ่าโดยหมอจบใหม่ อาจใช้เวลาเพียง15นาที
ไส้ติ่งที่ผ่ายากๆ ผ่าโดยศัลยแพทย์เชี่ยวชาญที่ผ่าตัดเป็นนิจทุกๆวัน อาจใช้เวลาถึง6ชั่วโมง!!!
ไส้ติ่งอักเสบที่คนไข้มาด้วยอาการไส้ติ่งแตกความดันตกไม่รู้สึกตัว มาเจอพยาบาลกับนิสิตแพทย์ปีสุดท้าย อาจจะกลับบ้านได้อย่างสบายดี
ไส้ ติ่งอักเสบที่คนไข้เดินมารพ.ได้ มาเจอกับอาจารย์ศัลยแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยความละเอียดรอบคอบเอาใจใส่ อาจจะตายโดยที่ยังไม่ทันได้ผ่าตัดด้วยซ้ำ
เรื่องมันมีเหตุผล ไปดูข้างล่างโน่นครับ

ความไม่พอใจ : ผ่าแล้วทำไมไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ
ความจริง : การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบที่ดีโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ มีอัตราการผ่าไปเจอเป็นไส้ติ่งอักเสบ70-80%ในขณะที่อีก20%เป็นไส้ติ่งปกติ นั่นคือไม่ว่าคุณจะมีอาการ ผลเลือด ผลตรวจต่างๆที่ตรวจออกมาจะเหมือนไส้ติ่งแค่ไหนก็ตาม พอเอาไปผ่าก็มีโอกาสที่ออกมาจะกลายเป็นไส้ติ่งปกติ20%-30%
ถ้าหากหมอคน ไหน มีความสามารถวินิจฉัยไส้ติ่งได้ถูกต้อง100% ก็อาจจะต้องไปดูหน่อยว่าผ่าไปแล้วแตกเยอะหรือไม่ เพราะเป็นไปได้ว่าปล่อยคนไข้ให้อาการเป็นต่อเนื่องจนใกล้แตก (ตอนใกล้แตก อาการมักจะชัดเจน วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น) อันนี้แย่ตรงคนไข้มีโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อในช่องท้องจากการที่ไส้ติ่ง แตกได้มาก
หรือหมอคนไหนก็ตาม กลัวไส้ติ่งแตก ก็เลยผ่าเร็วขึ้น อัตราการวินิจฉัยถูกอยู่ที่40%-50% ก็แสดงว่าคนไข้ปลอดภัยจากไส้ติ่งแตกมากขึ้นแต่เสี่ยงต่อความเสี่ยงในการผ่า ตัดและดมยามากขึ้นโดยไม่จำเป็น
หากมองในมุมกลับกัน ผมมองเรื่องนี้ว่าเป็นตัวสะท้อนชุมชนที่โรงพยาบาลนั้นๆตั้งอยู่
ชุม ชนใดที่ญาติคนไข้มีปัญหาเวลาผ่าแล้วไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบมาก หรือเคยมีปัญหากดดันให้หมอต้องรับผิดชอบหากผ่าแล้วไม่ใช่ไส้ติ่ง ที่นั้นๆก็มักมีแนวโน้มการรอดูอาการนานขึ้นเพื่อให้อาการชัดเจน
ชุมชนใด ที่ญาติคนไข้หรือคนไข้มีปัญหากดดันหมอให้รีบผ่า ไม่ต้องการดูอาการนาน(เห็นคนไข้ร้อง1ครั้ง ก็ไปด่าพยาบาล) ก็มีแนวโน้มที่หมอจะผ่าเร็วขึ้นและผ่าไปแล้วไม่ใช่ไส้ติ่งมากขึ้น
แพทย์ ในสมัยก่อนสามารถทำงานตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และหลักการได้มาก ในขณะที่แพทย์รุ่นหลังๆมีแนวโน้มที่อาจจะต้องเคลื่อนไหวไปตามความต้องการของ ญาติและผู้ป่วยมากขึ้น ในยุคที่การทำงานที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจก็สามารถถูกร้องเรียนได้


ความไม่พอใจ : ผ่าคลอดแล้วหมอไม่ยอมผ่าไส้ติ่งให้
เคย มีคนไข้ที่ผมวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ มีแผลคลอดที่หน้าท้อง ก็เลยลองถามว่าเคยผ่าไส้ติ่งไหม คำตอบคือ ไม่ได้ผ่า ... และแถมว่า ไม่ค่อยพอใจที่หมอที่ผ่าคลอดครั้งที่แล้วไม่ยอมผ่าไส้ติ่งให้ทั้งที่เธอ รักษาในเอกชน
ความจริง : การผ่าคลอด จัดเป็นการผ่าตัดที่สะอาดพอสมควร เนื่องจากเป็นการผ่าเด็กออกมาจากมดลูกที่ถือว่าค่อนข้างสะอาดมาก การติดเชื้อมีต่ำ ในขณะที่การผ่าไส้ติ่ง เป็นการตัดผ่านลำไส้บางส่วน มีโอกาสที่จะปนเปื้อนติดเชื้อหลังการผ่าตัดสูงกว่า สูติแพทย์จำนวนหนึ่งจึงไม่นิยมผ่าไส้ติ่งพร้อมผ่าคลอดแม้คนไข้จะขอ เพราะเกรงว่าหากมีการติดเชื้อขึ้นมา จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าปกติหลายเท่า
อีก กรณีหนึ่งที่อยากให้รู้ไว้ คนไข้บางคนไม่พอใจเมื่อรู้ว่าหมอผ่าไส้ติ่งไปโดยที่ตนเองยังไม่ทันได้ขอ.... บางราย(ส่วนน้อย)ไม่พอใจทันทีหลังผ่าตัด หลายราย(ส่วนใหญ่)ไม่พอใจหลังจากผ่านไปหลายปีแล้วตนเองมีอาการของโรคอื่นๆ เช่นเหนื่อยง่าย อ้วน ปวดหัว ปวดหลัง เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ โดยอ้างว่าหลังจากตัดไส้ติ่งแล้วจึงเกิดโรคเหล่านี้ตามมา................

ความไม่พอใจ : ทำไมต้องล้วงก้น ทำไมต้องตรวจภายใน
ความจริง : การตรวจทางทวารหนัก เป็นการตรวจที่มีประโยชน์ในการตรวจร่างกายในผู้ที่สงสัยไส้ติ่งอักเสบ โดยยึดหลักว่า การกดท้อง เป็นการกดผ่าชั้นไขมัน ซึ่งหนา โอกาสตรวจได้ไม่ชัดเจนมีสูง แต่หากตรวจทางทวารหนัก ก็สามารถตรวจได้ใกล้ชิดกับไส้ติ่งโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น
การตรวจทางทวารหนักนี้ ในบางสถาบันถือเป็นการตรวจที่ ต้องทำ เนื่องจากสามารถช่วยให้การตัดสินวินิจฉัยโรคแม่นยำยิ่งขึ้น
การ ตรวจภายใน ทำในผู้หญิง ในกรณีที่สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคอื่นที่มีอาการคล้ายไส้ติ่งเช่น โรคติดเชื้อปีกมดลูก หรือท้องนอกมดลูก ซึ่งการกดทางหน้าท้องจะตรวจได้เหมือนกับไส้ติ่งอักเสบอย่างมาก(ๆ)



อาการของไส้ติ่ง และไส้ติ่งที่น่ากลัว
อาการ ของไส้ติ่งอักเสบแบบมาตรฐานก็คือ เริ่มจากอาการปวดที่บริเวณสะดือหาจุดเจ็บไม่ชัด หลังจากนั้นอาการปวดจะย้ายไปทางท้องน้อยด้านขวา หากอาการดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จะเริ่มมีไข้ขึ้นและปวดเพิ่มขึ้น จนสุดท้ายเมื่อไส้ติ่งแตก ก็จะปวดลามไปทั่วๆท้อง เกิดอาการท้องแข็งขึ้น
สาเหตุ มาจากลักษณะระบบประสาทและลำไส้ ซึ่งลำไส้เองไม่มีระบบประสาทรับความเจ็บปวด โดยช่วงแรกการอักเสบอยู่เฉพาะที่ไส้ติ่งซึ่งมีเส้นประสาทแยกมาจากกลุ่มระบบ ประสาทตรงกลางท้อง ตอนแรกที่อักเสบไม่มากก็จะปวดตรงกลางตื้อๆแบบทั่วไป เมื่อการอักเสบมากขึ้นก็จะลามไปยังอวัยวะข้างเคียงคือลำไส้และผนังช่องท้อง ซึ่งผนังช่องท้องจะรับความเจ็บได้ดีกว่า ดังนั้นจะเจ็บมากขึ้นที่ตำแหน่งของไส้ติ่ง หลังจากนั้นเมื่อการอักเสบดำเนินต่อไปอีก เชื้อโรคก็จะเริ่มรั่วกระจายออกมา เกิดอาการของไข้ขึ้น และตามมาด้วยการแตกของไส้ติ่ง ซึ่งจะทำให้หนองกระจายออกมา
ไส้ติ่งทั่วไปที่อาการแบบนี้ไม่น่ากลัว เพราะว่าหมอจะวินิจฉัยได้ง่าย และมักจะผ่าได้ตั้งแต่ก่อนที่จะแตก
แต่ไส้ติ่งที่น่ากลัว คือไส้ติ่งที่อาการไม่ได้เป็นแบบธรรมดา คือ

1. ไส้ติ่งไม่อยู่ในที่ๆควรอยู่
ไส้ ติ่งปกติจะอยู่ด้านข้างหรือด้านหน้าลำไส้ แต่มีส่วนหนึ่งที่ไส้ติ่งไปอยู่หลังลำไส้ ดังนั้นเมื่อการอักเสบดำเนินต่อไปมากขึ้น บางคนจึงมีอาการปวดลดลงหรือไม่ได้ปวดที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา แต่ปวดตรงกลางหรือไปปวดทางด้านหลังซะ

2. ไส้ติ่งเด็กๆ
เด็กๆมักจะ บอกอาการได้ไม่ชัด อาการที่ได้แม้ว่าเด็กจะรู้สึกปวดทางด้านขวา แต่เด็กก็มักจะชี้ที่สะดือตลอดเวลา การตรวจร่างกายก็มักจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเพียงพอ ดังนั้น ไส้ติ่งอักเสบในเด็กจึงมีโอกาสแตกได้มากกว่าไส้ติ่งอักเสบในผู้ใหญ่ อีกทั้งการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวก็อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ได้ จึงทำให้การวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือด(ซึ่งเป็นการตรวจพิเศษที่มีในเกือบทุก รพ.)ทำได้ยากขึ้น

3. ไส้ติ่งแก่ๆ
ผู้สูงอายุ คล้ายกับเด็กที่การตอบสนองของเม็ดเลือดขาวไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ รวมทั้งอวัยวะและกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ทำให้อาการบางอย่างที่ควรจะมีกลับเป็นไม่มี เช่นเมื่อไส้ติ่งแตก ผู้สูงอายุอาจบอกเพียงว่าปวดท้องเล็กน้อย กดท้องก็ไม่ค่อยเจ็บ ไม่มีไข้ บางรายอาจมีอาการเพียงถ่ายเหลวหรือท้องผูกเท่านั้น
และที่น่ากลัวคือ ผู้สูงอายุที่เป็นไส้ติ่ง มักจะมาเมื่อมีอาการมานานกว่าผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ (พูดง่ายๆ มีเวลาให้หมอดูสักพักก่อนแตก)
นอกจากนี้ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวหลายอย่างที่ทำให้ต้องระมัดระวังการนำไปผ่าตัดโดยไม่จำเป็น

4. มีโรคหรืออาการบางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้น
เบาหวาน โดยตัวโรคนี้สามารถทำให้เส้นประสาทเสื่อมลงและไม่ค่อยเจ็บเท่าที่ควร หมอก็จะตรวจได้แม่นยำลดลง
ท้องเสียธรรมดาในเด็ก บางครั้งท้องเสียธรรมดาในเด็กก็มีอาการคล้ายไส้ติ่งมากเสียจนหมอลังเลว่าตกลงเป็นไส้ติ่งหรือไม่ใช่ไส้ติ่งกันแน่
ลำ ไส้อักเสบ เวลาเป็นที่อื่นๆก็เฉยๆ แต่เวลาใดที่มาเป็นที่ท้องน้อยด้านขวาล่ะก็ หมอที่ดูจะปวดหัวอย่างยิ่ง เพราะอาการหลายอย่างแยกแทบไม่ออกจากไส้ติ่งอักเสบเลย
ต่อมน้ำเหลืองใน ท้องโต พบมากในเด็กๆ เกิดตามการติดเชื้อเช่นเจ็บคอหรือหวัด ซึ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองตามที่ต่างๆรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในลำไส้ให้โต ขึ้น จะเกิดอาการปวดท้องโดยเฉพาะท้องน้อยด้านขวาได้
ไข้เลือดออก ในเด็ก อาการอย่างหนึ่งของไข้เลือดออกก็คือ ปวดท้องน้อยด้านขวาที่เหมือนกับลักษณะปวดไส้ติ่งมาตรฐาน.... ซึ่งหากผ่าเข้าไปแล้วปรากฎว่าเป็นการปวดของไข้เลือดออกล่ะก็ มีโอกาสตกเลือดหลังการผ่าตัดได้สูงมาก (ที่จริงแยกกันได้ด้วยประวัติ เพราะไข้เลือดออกจะมีไข้มากก่อน ในขณะที่ไส้ติ่งไม่ควรมีไข้มากก่อน เป็นเหตุที่ผมเคยเน้นว่าถ้าไม่รู้ประวัติก็อย่ามั่ว)

5.ไส้ติ่งหญิงสาว
ผู้ หญิงมีปีกมดลูก มีโรคที่เกิดบริเวณนี้สองโรคก็คือ โรคติดเชื้อที่ปีกมดลูกและท้องนอกมดลูก ซึ่งสามารถเกิดที่บริเวณนี้และมีอาการคล้ายคลึงกับไส้ติ่งอักเสบ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการซักประวัติเรื่องประจำเดือน เพศสัมพันธุ์ (+/-ตรวจภายใน) และตรวจการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยหญิง

6. ไส้ติ่งที่กินยามาก่อน
การ ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาไส้ติ่ง เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยนิยมกัน เนื่องจากพบว่าโอกาสที่จะเกิดการอักเสบซ้ำในช่วงไม่กี่เดือนมีสูง และมักจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น
ปัญหาก็คือ อาการหนึ่งของไส้ติ่งอักเสบคือท้องเสีย ปวดมวนท้อง ซึ่งหากไปร้านขายยาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักจะสอบถามอาการและลักษณะอุจจาระแล้วให้ยามาเลย... ซึ่งยาที่ให้จะฆ่าเชื้อบางส่วน และส่งผลให้อาการเปลี่ยนแปลงไปและวินิจฉัยได้ยากขึ้นกว่าเดิม...แตกง่าย ผ่ายาก เชื้อดื้อยา
ผมเองเวลาคนไข้มาหาด้วยอาการท้องเสีย ก็ไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปกดท้องคนไข้เสมอ อย่างน้อยก็เพื่อดูว่ามีการปวดเฉพาะจุดที่ท้องน้อยด้านขวาหรือไม่
ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ หากมีอาการท้องเสียธรรมดาๆ ไปซื้อยาหรือไปคลินิก แล้วหมอหรือเภสัชกรจะตรวจร่างกายหรือกดท้อง

ความเชื่อ(ปิดท้าย) : ถ้างั้น ผมกลัวเป็นไส้ติ่งแตก ผมไปขอหมอผ่าตัดไส้ติ่งทิ้งได้ไหมครับ
ความจริง : ก็ได้ครับ แต่ขอให้รู้ก่อนว่าความเสี่ยงของคุณมีอะไรบ้าง
ความ เสี่ยงแรก คุณมีโอกาสที่จะได้อันตรายจากการทำให้สลบระหว่างผ่าตัดเสมอ เป็นความเสี่ยงที่บางอย่างป้องกันได้ บางอย่างป้องกันได้ยากมาก แต่สรุปก็คือเสี่ยง
ความเสี่ยงที่สอง หลังผ่าตัด มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อในช่องท้องได้เสมอ และหากติดเชื้อ ก็มีโอกาสที่จะถึงชีวิตได้
ความเสี่ยงที่สาม ขณะผ่าตัด การผ่าอะไรก็ตามมีโอกาสตกเลือด คุณพร้อมหรือยัง
ความ เสี่ยงที่สี่ เลือดที่ไหลออกมาแม้แต่1หยด ผุ่นผงเล็กน้อย เศษเนื้อหรือไขมันที่ตกลงไปบนลำไส้ จะก่อให้เกิดผังผืดขึ้นในช่องท้อง ซึ่งผังผืดเหล่านี้จะทำให้คุณเสี่ยงที่จะเกิดโรค ลำไส้อุดกั้น ซึ่งถือเป็นโรคที่อาจจะต้องผ่าตัดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้เน่า และที่สำคัญ หากคิดคำนวณแล้วคนเรามีโอกาสเกิดไส้ติ่งอักเสบไม่มาก แต่หากทำการผ่าตัดไปแม้แต่ครั้งเดียวก็จะต้องเกิดผังผืดแน่นอน....

การ รักษาไส้ติ่งอักเสบ ไม่ใช่เรื่องที่เริ่มต้นและจบที่ห้องผ่าตัด หากแต่เป็นโรคที่การรักษาเริ่มตั้งแต่การตรวจครั้งแรก ประวัติ ตรวจร่างกาย เรื่อยไปจนถึงการผ่าตัด จนกระทั่งไปสิ้นสุดการรักษาเมื่อสามารถออกจากรพ. ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จและผลลัพท์ของการรักษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของหมอ หากแต่ยังขึ้นอยู่กับการให้ประวัติ การตรวจ สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความร่วมมือของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด
เนื่อง จากเรื่องเด่นประเด็นไส้ติ่ง เป็นเรื่องการผ่าตัดที่มีขึ้นบ่อย ความสงสัยคงไม่จบลงเพียงแค่บทความนี้ หากต่อไปมีโอกาสได้รับรู้ข้อสงสัยอื่นๆเกี่ยวกับไส้ติ่งอักเสบอีก ก็คงได้มีโอกาสเขียนตอนต่อๆไปออกมาครับ
หมอแมว

ที่มา : http://webboard.mthai.com/7/2006-01-30/192667.html

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เพิ่งมาติดตรมเรื่อยๆนะคะ ...

อยากรู้เรื่องการตรวจภายในอ่ะค่ะ
ว่าเป็นยังไง

แอบกลัว....
#1  by   (203.170.231.232 /172.16.142.34) At 2006-09-08 11:09, 
โอ้ ความรู้เพียบเลยครับ ขอบคุณจริงๆ
อืม ทางที่ดีคือ ในชีวิตนี้ไม่ควรผ่าตัดเลยจะปลอดภัยกว่าใช่มั้ยครับ
#3  by  Demigod At 2006-09-08 12:49, 
โอ้ เพิงรู้นะครับเนี่ยว่า หมอแมวมี blog ที่นี่ด้วย ขอ add fav เลยนะครับ อิอิ
#4  by  ฟิวส์ At 2006-11-20 22:57, 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับผม

หมอดีๆมีเยอะครับ เชื่ออย่างนั้นเสมอ

เรื่องไส้ติ่ง แม่เป็นไส้ติ่ง ตอนผ่าก็อึ้งหน่อย ตรงพยาบาลดุว่า "ใส่ซองให้หมอก่อนผ่าหรือยัง 5000 บาทขั้นต่ำนะ สินน้ำใจ"
#5  by  Soup At 2006-11-24 08:56, 
ได้ความรู้ดีมากๆเลยค่ะ อาเราเพิ่งผ่าตัดออกไปเอง รู้สึกว่าแตกแล้วด้วยนะ

เราเคยปวดท้องมากๆตอนป.6 ค่ะ ไปหาหมอมาสามที่บอกไม่ตรงกัน
สุดท้ายมารพ.เด็ก คุณหมอเอาไรมาล้วงก้นก็ไม่รู้ วันต่อมาหายเลยค่ะ
ดีนะไม่ผ่าไส้ติ่งไปก่อนตามคำวินิจฉัยหมอคนแรกอ่ะค่ะ
#6  by  ~Pompoko~เดี๊ยนเองฮ่ะ At 2007-01-22 14:24, 
เวลาปวดท้อง เราชอบอุปาทานว่าต้องเป็นไส้ติ่งแน่ๆ แบบว่าฝังใจกับโรคไส้ติ่งอักเสบ เพราะว่าพ่อเราไส้ติ่งแตกตอนผ่าพอดีค่ะ
#7  by  tick At 2007-03-12 22:40, 
เมื่อวานได้มาเปิดอ่านบทความนี้
วันนี้ได้เจอของจริงเลย
คุณย่าไม่สบายปวดท้องมาสิบกว่าวัน
ไปหาหมอที่คลีนิกมา สองที่ไม่หาย
วันนี้ไปอุลตร้าซาวหมอว่าไส้ติ่งอักเสบ
ต้องผ่าตัดเลย
#8  by  lukmee020 (203.156.0.96) At 2007-03-22 22:29, 
ขอบคุณครับคุณหมอbig smile

เมี้ยววว...
#9  by  แมวร่อน At 2007-12-09 23:15, 
ผมก็เคยผ่าตัดแล้วครับ
#10  by  แหลม (58.147.68.242) At 2008-02-28 16:05, 
เราก็เกือบถูกหมอวินิจฉัยให้เป็นไส้ติ่งอักเสบเลยนะ เราตกใจเหมือนกัน แต่หมอก็ถามว่าจะสะดวกผ่าที่โรงพยาบาลไหน เราก็ไปผ่าอีก รพ. หนึ่ง แต่ รพ.ใหม่ที่เราไปบอกกับเราว่าไม่ได้เป็นไส้ติ่งนะ ให้เรานอนดูอาการมาเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 วันแต่เราก็หายปวดท้องนะ แต่ตอนนี้เรายังปวด ๆ เป็นๆ หายๆ มาเรื่อยๆ เราโรงพยาบาลด้วยอาการแบบนี้มาสองครั้งแล้ว ยังไม่รู้เลยว่า เป็นโรคอะไรกันแน่นะ งง มาก กลายเป็นเครียดไปเลยด้วยซ้ำ อาการไม่มีแค่ อาเจียนเท่านั้น นอกนั้นก็เป็นเหมือนที่หมอบอกนะ ไข้ก็36-38 ตลอดเลยไม่รู้ว่าเป็นไร ใครก็ได้มีความรู้ช่วยบอกเราทีนะ ที่ nungruthai_moo@hotmail.com
#11  by  แตงกวา (118.172.139.126) At 2008-03-30 22:53, 
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

สงกรานต์แล้วค่ะ สวัสดีปีใหม่ไทยโบราณค่าbig smile

คุณหมอสู้ๆ รักษาสุขภาพนะคะ question
มีอ่านได้ความรู้เยอะแยะเลย ชอบอุปทานไปเองว่าเป็นนั่นเป็นนี่เหมือนกันค่ะ แล้วเมื่อกี้เพิ่งอ่านบทความเกี่ยวกับเว็บmthai รู้สึกเสียความรู้สึกเหมือนกันค่ะ
เอาใจช่วยนะจ๊ะ
#12  by  โซลจี้~ แมวม่วงๆ At 2008-04-15 15:24, 
ยายไส้ติ่งแตกและกระแสเลือดติดเฃื้อตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ แห่งหนึ่งในจ.จัน เค้าพยายามช่วยเต็มที่ ก็อยากให้ปาฏิหารมีจริง เชื่อมั้ยว่าตอนนี้รักหมอจังเลย ยังไงก็ขอกำลังใจให้ยายด้วยนะคะbig smile angry smile
#13  by  หลานยาย (203.172.175.19) At 2008-07-07 09:19, 
ยายไส้ติ่งแตกและกระแสเลือดติดเฃื้อตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ แห่งหนึ่งในจ.จัน เค้าพยายามช่วยเต็มที่ ก็อยากให้ปาฏิหารมีจริง เชื่อมั้ยว่าตอนนี้รักหมอจังเลย ยังไงก็ขอกำลังใจให้ยายด้วยนะคะbig smile angry smile
#14  by  หลานยาย (203.172.175.19) At 2008-07-07 09:19, 

<< Home


บทความดีๆจากคุณหมอแมว
View full profile