2006/Jan/19

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคของชีวิตที่รีบเร่ง -=by หมอแมว=-
ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความนี้ส่วนหนึ่งต้องเคยเป็นโรคนี้กันมาแล้ว และมากกว่าครึ่งคงจะเป็นผู้หญิง
ที่จ่าหน้าเรื่องไว้เช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันมีหลายเหตุหลายปัจจัยที่ทำให้ก่อเกิดโรค โดยเฉพาะลักษณะการใช้ชีวิตแบบคนในเมือง ที่อะไรๆก็รีบไปหมด จนกระทั่งเราต้องตัดเวลาส่วนตัวต่างๆออกไป เช่นการนอน การกิน ไปจนถึงการขับถ่าย

กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้อง อยู่หลังกระดูกหัวหน่าว ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ขอให้ลองเปิดกางเกงหรือกระโปรงออกดู กระดูกที่อยู่ใต้ต่อแนวบนของขน... นั่นแหละ ล่างต่อมันลงมาก็จะมีท่อปัสสาวะ ของผู้หญิงก็สั้นหน่อย ของผู้ชายก็ยาวขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง.......

กลไกในการทำงานก็มีอยู่ว่าเมื่อไตขับฉี่ออกมาแล้วลงมาออกันอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้สัก1/3ลิตร เราก็จะเริ่มปวดและอยากถ่าย หากอดใจไว้ก็จะรู้สึกผ่อนลง... ผ่านไปอีกระยะ ก็จะปวดอีก แล้วก็ผ่อนลงอีก เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อเราไปเข้าห้องน้ำ ปัสสาวะก็จะขับออกมา

เนื่องจากร่างกายของเราในส่วนของไตเป็นโซนสะอาดปราศจากเชื้อ เรื่อยลงมาเรื่อยๆจนถึงปลายทาง ดังนั้นน้ำปัสสาวะจึงเป็นน้ำปราศจากเชื้อที่จะคอยไหลลงมาล้างเอาเชื้อโรคจากภายนอกที่คืบคลานมาตามท่อทางเดินปัสสาวะด้านนอก... วันใดที่มีอะไรเปลี่ยนไปที่ทำให้เชื้อโรคโดนขับออกช้าลง เช่นมีนิ่ว มีการอุดตัน ฉี่ไม่บ่อยพอ นั่นก็จะเป็นวันเริ่มต้นของการคืบคลานของเชื้อโรคและก่อโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั่นเอง.....และเนื่องจากช่องทางของชายยาวกว่าหญิงร่วมกับการหาที่ขับถ่ายง่ายกว่า ดังนั้น ผู้หญิงเลยเป็นโรคนี้บ่อยกว่าผู้ชาย

อาการ
อาการที่พบได้บ่อยเป็นอาการของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ได้แก่ ปวดปัสสาวะบ่อย เบ่งแล้วปวดขัด เวลาไปแล้วได้ปัสสาวะไม่มาก พอเบ่งจนหมดแล้วรู้สึกไม่สุด พอถ่ายสุดแล้วแสบ
นั่นคืออาการคร่าวๆที่ใครๆเขาก็รู้กัน
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้รู้ไว้คือ คนที่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมักมีอาการดังกล่าว
แต่อาการดังกล่าวไม่ได้จำเพาะอยู่ที่โรคนี้โรคเดียว ยังมีอีกหลายโรค....
ดังนั้นระวังไว้ถ้ารักษาไม่หายนานๆ..........

ข้อควรปฏิบัติ
1. ดื่มน้ำมากๆ วันละ 8-10แก้ว
2. ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ
3. ผู้หญิง เวลาเช็ดทำความสะอาดควรทำจากด้านหน้าไปทางด้านหลังเพื่อไม่ให้เชื้อจากอุจจาระมาปนเปื้อน
4. หลีกเลี่ยงการกินอาหารซ้ำชนิดติดกันเป็นเวลานานๆ
.........

เหมือนจะจบ แต่ยังไม่จบ เพราะที่ผ่านไปคือเนื้อหาแบบวิชาการ ต่อไปผมจะเริ่มพูดเรื่องปัญหาที่พบในการรักษา

1. ทำไมหมอถามอะไรมากมาย
ผมเคยรักษาคนที่มาตรวจที่ห้องฉุกเฉินด้วยเรื่องนี้ ประโยคแรกที่เขาพูดคือ เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ขอยา เรื่องของเรื่องคือเขาเป็นทีไรก็ไปหาร้านขายยา แล้วก็ได้ยามาแบบนึง หลังจากนั้นครั้งต่อๆไปเขาก็ไปที่ร้านเดิมแล้วก็ซื้อยาเดิมๆมาใช้ อย่างมากก็แค่ถามว่าอาการอะไร แล้วก็จัดยามาให้
แต่ผมกลับถามว่าปวดที่ไหนปวดยังไงมีไข้ไหม ฯลฯ จนกระทั่งตัวคนไข้ไม่เข้าใจว่าจะถามทำไม... สุดท้ายผมส่งตรวจปัสสาวะโดยที่คนไข้ก็ค่อนข้างไม่พอใจว่าจะส่งไปทำไมก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นอะไร... ในที่สุดกลายเป็นว่าคนไข้คนนี้เป็นนิ่ว (เลยอธิบายได้ว่าทำไมเป็นบ่อยและไม่หายสักที)
หลายทีถามแล้วตรวจแล้วก็เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้น บางทีก็โดนคนไข้โมโหว่าทำให้เสียเวลาเหมือนกัน... ดังนั้นอยากให้เข้าใจครับ ว่าเราไม่ได้ปักใจเชื่อว่าเป็นการอักเสบอย่างเดียว แต่เราต้องหาเหตุอื่นๆไว้บ้าง

2. ทำไมรักษาไม่หาย เลี้ยงไข้หรือเปล่า
หลายคนประสบปัญหาว่ารักษามาหลายครั้งไม่หายสักที ก็ขอยกตัวอย่างมาให้ดูกัน
คนแรก บ่นกับผมว่ามาหลายครั้งแล้วไม่หายสักที ผมลองเปิดย้อนประวัติดูเห็นว่าเป็นหลายครั้ง แต่ว่าแต่ละครั้งห่างกันนานเหมือนกัน ลองสอบถามกลับไป ถามไปถามมาในที่สุดก็รู้ว่าคนไข้คนนี้ยังไม่ปรับการใช้ชีวิต ก็ยังคงฉี่ไม่เป็นเวลา อั้นไว้นานๆเหมือนเดิม..... แบบนี้เรียกว่าหายแล้วแต่ไปทำให้เป็นซ้ำ
คนที่สอง มาถึงแล้วก็ขอยาพร้อมทั้งบอกว่าไม่หายสักที พอถามว่าได้ยาอะไรรักษายังไงบ้าง เธอก็หยิบซองยาที่มียาเหลืออยู่2เม็ด และบอกว่าขอยาตัวนี้เพิ่ม.. อ๊ะ ยาเดิมทำไมไม่หมด. พอลองดูประวัติ ก็เลยรู้ว่าเธอเป็นมาหลายครั้ง หมอที่ดูคนสุดท้ายก็เลยต้องเพิ่มยาเป็นแบบ7วัน เธอก็กินซะ4วัน เห็นว่าไม่มีอาการก็เลยหยุดยาไปเองทั้งที่รู้ว่าต้องกินจนหมด พอเป็นรอบนี้ก็เลยเอามากินใหม่

ในการรักษา หากคนไข้เป็นมาหลายครั้ง ก็ต้องเพิ่มระยะเวลาการให้ยา เพราะเชื้อที่อยู่ก็มักจะมีความดื้อมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งต้องเปลี่ยนยา และในที่สุดเชื้ออาจดื้อยาหลายๆชนิด (ยาใหม่ก็แพงขึ้นเรื่อยๆ เปลิองงบประมาณรพ. และเสียสุขภาพ)
เดี๋ยวนี้ผมก็ยังพบลักษณะแบบนี้อีก กับคนที่กินยาไม่ค่อยครบสักที จนกระทั่งรักษาไม่ค่อยหายซะแล้วเพราะเชื้อที่ออกมาดื้อยาไปหมด

คนที่สาม เป็นมาหลายครั้ง พอเริ่มเป็นครั้งที่สามก็เลยไปเอกซ์เรย์ เพื่อหาว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ก็ไม่พบลักษณะนิ่ว... แต่พอเป็นครั้งหลังๆ ก็มีลักษณะปัสสาวะที่เข้าได้กับการมีนิ่ว คนนี้ก็ได้รับการตรวจเพิ่มเติมจนรู้ว่าเป็นนิ่ว

นิ่วถือเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่จะเป็นแหล่งเกาะตัวของเชื้อโรคอย่างดี ทำให้ยาฆ่าเชื้อได้ไม่ดีพอ ดังนั้นเมื่อเป็นมาหลายๆครั้ง หมอที่ดูแลก็อาจจะแนะนำให้เอกซ์เรย์เพื่อหาว่ามีนิ่วหรือไม่ (บางครั้งถึงมีก็ไม่เจอในx-rayเพราะว่า นิ่วมีทั้งประเภทที่เห็นในx-ray และไม่เห็นในx-ray)

ในทางกลับกัน คนที่หนึ่งและสองข้างต้น หากตนเองยังไม่อาจปฏิบัติตัวให้ดีพอได้แล้วมาขอให้ทำเอกซ์เรย์คอมฯ หรือเอกซ์เรย์หานิ่ว หากไม่เห็นความจำเป็นใดๆ หมอก็มักไม่ส่งตรวจครับ เพราะถือว่าพฤติกรรมที่ทำอยู่ก็ทำให้เกิดโรคได้อยู่แล้วไม่ว่าจะมีนิ่วหรือไม่

3. ทำไมไม่มียาสลายนิ่ว
หลายครั้งผมจะได้รับการถามจากคนไข้ว่า ทำไมไม่จ่ายยาสลายนิ่วหรือยาล้างไตมาด้วย
ยาสลายนิ่วในที่นี้ไม่ได้เป็นยาสลายนิ่วแบบที่หมอเฉพาะทางโรคทางเดินปัสสาวะสั่งจ่ายให้ ....(พวก Rowatinex Uralyt อันนี้ไม่ได้โฆษณา เพราะผมไม่เคยสั่งจ่ายใครไป เคยแต่มีสัตวแพทย์สั่งจ่ายให้แมวตัวเอง) ยาล้างไตก็ไม่มีอยู่แล้วในทางการแพทย์

หากแต่ยาสลายนิ่วของคนทั่วไปหมายถึง ยาขับปัสสาวะ และยาล้างไตหมายถึง ยาที่กินแล้วฉี่เป็นสีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า สีม่วงฯลฯ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรเหมือนกัน บางครั้งมาโรงพยาบาลพร้อมด้วยความเชื่อที่ได้มาจากร้านค้าว่าการรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบต้องใช้ยาสีๆเหล่านี้ หลายๆคนเมื่ออธิบายไปก็มักเล่ากลับมาว่า แต่มี...... บอกมาว่าได้ผล ปู่ย่าตายายใช้กันมาได้ผล หมอคงไม่รู้เท่าหรอก.... อืม.....
สรุปว่าผมไม่นิยมวิชาเหล่านี้ครับ ไม่สั่งยาพวกนี้ให้ อยากได้ไปหาซื้อเอาเอง (ถ้าดีจริง ทำไมไม่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งที่ราคาถูกแสนถูกกันนะ)

4. ถ้าไม่ใช่โรคนี้แล้วเป็นโรคอื่นได้ไหม
ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่จะเกิดขึ้นหลังการรักษาครั้งที่3-4 อย่างที่บอกไว้ก่อนว่าอาการข้างต้น ไม่ได้เป็นอาการของการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะเพียงอย่างเดียว หากแต่มีโรคอื่นด้วย ดังนั้นหากรักษาอย่างถูกวิธีและมั่นใจว่าทำตัวได้ดีแต่โรคไม่หายและหมอยังไม่เอ่ยปากสงสัยว่าทำไมไม่หาย ก็ให้บอกหมอว่าคุณเป็นมาถี่ๆหลายครั้งแล้ว (บางครั้งเป็นมา5-6ครั้ง แต่ว่าหมอที่ดูแต่ละครั้งเป็นคนละคนกันหมด โดยเฉพาะในรพ.รัฐบาล) อย่าเพิ่งเปลี่ยนที่ที่รักษาในทันที

ปัญหาก็คือการเปลี่ยนที่รักษาบ่อยๆจะทำให้การรักษาทำได้ไม่ต่อเนื่องและยากขึ้น หมอคนที่ดูคุณเป็นคนถัดไปอาจจะไม่รู้ว่ายาที่เขากำลังสั่งจ่ายให้ เป็นยาตัวที่คุณเคยใช้แล้วไม่ได้ผล รวมทั้งข้อมูลที่จะบอกว่าเป็นโรคอื่นๆนอกเหนือจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ ก็จะหายไปทั้งหมด ทำให้หมอคนที่ดูแลคนต่อไปต้องมาเริ่มทุกอย่างที่ศูนย์ใหม่

อ่านจบแล้ว .... ไปเข้าห้องน้ำได้แล้วครับ
ปล. ใครอยากอ่านแบบวิชาการ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.thaiclinic.com หรือ http://www.sirirajonline.com ครับ

ที่มา : http://webboard.mthai.com/7/2005-12-08/174792.html

-----------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากในกระทู้ครับ
-----------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 12
ขอแก้ไขนะครับเพื่อความถูกต้อง ในเรื่องของการกินนำมากถึง 8-10แก้วนี่มันมากเกินไปนะครับ เพราะว่าธรรมดาเราจะได้จากอาหารอยู่แล้วน่ะคัรบ แล้วการที่เราได้นำมากเกินไปเนี่ยมันก็ก่อให้เกิดการเพิ่มการทำงานของไตที่มากขึ้นซึ่งตรงนี้มีงานวิจัยออกมารองรับนะครับ ยังไงก็ให้เพียง 4 แก้วต่อวัน+อาหารและนำที่ได้จากกระบวนการทางชีวภาพในร่างกายก็พอครับ
โดย : coco วันที่ :2005-12-08 21:44:35 IP :203.188.10.xx
--------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 14
แก้วมาตรฐานฝรั่งจะประมาณ8ออนซ์ หรือ 250cc
แต่แก้วไทยผมว่าไม่น่าถึง น่าจะประมาณ200cc เท่านั้น

เอาเป็นว่าน่าจะได้น้ำสักราวๆ 2-2.5ลิตรต่อวัน สำหรับคนที่หนัก50kg
โดยเป็นน้ำจากอาหารและกับข้าวอีกสัก500cc .....

ที่ว่าเอามาจากไหน ก็คำนวณจาก
Urine output + insensible loss หรือ ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวันรวมกับน้ำที่ระเหยไปจากการหายใจและเหงื่อ
ผมสงสัยเหมือนกัน ก่อนที่จะเขียนลงไปก็ได้ไปอ่านจากHarrison''s Principles of internal medicine สักครั้ง และก็ลองเปิดหาบทความจากmayoclinic.com
สรุปได้ว่า
น้ำที่เสียไปกับปัสสาวะ ราวๆ 1000-1500 อุจจาระ 50-100 และการหายใจระเหยก็ราวๆ500-1000(ยิ่งเมืองไทยเป็นเมืองร้อนด้วย)
หรือหากคิดแบบการคำนวณ ก็ได้ว่าคนเราควรใช้น้ำสัก 1-1.5ซีซี ต่อพลังงานที่ใช้ไป1kcal ซึงคนเราก็ใช้ราวๆ1500-2800 kcal/วัน ...


อีกอย่างงานวิจัยจากที่ใดครับ..


โดย : หมอแมว วันที่ :2005-12-08 22:36:33 IP :203.114.116.xx
--------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งที่มานะคัรบสนใจหาเพิ่มเติมได้
http://www.nutrition.org/
http://nutrition.anamai.moph.go.th
กับจาก pubmed นะคัรบ
โดย : coco วันที่ :2005-12-08 22:41:15 IP :203.188.10.xx
--------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 16
ในเรื่องของยาสลายนิ่วเห็นด้วยครับ เพราะผู้ป่วยที่ทางผมเจอก็มักจะถามถึงเหมือนกัน ซึ่งยาบางกลุ่มมันก็มีการใช้ในผู้ป่วยทั่วๆไป(ที่เค้าเชื่อกันเองนะครับ) เช่น phenazopyridine ที่ทานแล้วปัสสาวะเป็นสีแดง และมันก็แก้ปวดได้ จึงมีการใช้ในทางที่ผิดกันเยอะนะครับ ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ได้ช่วยอะไร
โดย : coco วันที่ :2005-12-08 22:46:03 IP :203.188.10.xx
--------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 20
ไม่ได้ทะเลาะกันครับ แค่พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันเฉยๆครับ อย่าไปคิดมากเลยครับ
โดย : coco วันที่ :2005-12-08 23:06:11 IP :203.188.10.xx
--------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เคยเป็นค่ะ ปัสสาวะสีแดงเป็นเลือดเลยค่ะ แต่ไม่มีอาการแสบขัด หรือเจ็บบ่อยๆแต่หนูไปหาหมอค่ะ ไม่ได้ซื้อยามากินเอง
#1  by  (-*-) jiji At 2006-01-19 14:30, 
น้องเมี๊ยวทรมานแย่เลย ถ้าไม่ดูแลมัน
#2  by  อาหมิงคุง (203.151.187.10) At 2006-01-19 14:34, 
ตอนเป็นโดนคุณหมอบังคับให้ดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า3ลิตรต่อวัน คุณแม่เล่นเอาขวดน้ำมาตั้งเรียงเลย

และทุกวันนี้ก็พยายามฝึกระเบียบวินัยตนเอง+ดื่มน้ำให้มาก พยายามให้ได้ไม่น้อยกว่า2ลิตรต่อวัน

เป็นโรคนี้ทรมานจริงๆค่ะ
#3  by  i-Palm At 2006-02-24 01:50, 
วันนี้ดิฉันได้เข้าไปอ่านเว็ปไซต์ของหมอแมว ทำให้เริ่มเบี่ยงเบนทางความคิดว่า
อาการที่ดิฉันปวดท้องน้อยบ่อยๆถึงกลับ
ตัวงอไม่น่าจะมดลูกอักเสบ
2 เดือนก่อนและในวันนี้อาการคล้ายกันคือ ปวดท้องน้อย ร้าวลงไปที่มดลูกและ
ที่ก้นกบ ถ้าปวดมากจะไม่สามารถนั่งได้เต็มที่ต้องลงน้ำหนักที่ข้างขวา และปวดตลอดเวลา การปวดณวันนี้ปวดเหมือนเผ็ดร้อนในท้องน้อย และปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น ไปหาหมอบอกอาการว่าปวดท้องน้อยก็ส่งไปตรวจภายใน ดิฉันเริ่มแน่ใจว่าดิฉันกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างแน่นอน หลังจากที่เข้ามาอ่านของหมอแมว อยากให้คุณหมอฟันธงว่าใช่หรือไม่
#4  by  เมตตา (203.146.6.162) At 2006-07-07 12:45, 
ถ้ามีอาการปัสสาวะไหลกระปริบกระปอยโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่ได้หลับ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรึป่าวคะ
#5  by  SuShe (222.123.21.96) At 2006-09-21 19:10, 
คุณพ่อก็เป็นมานานแล้วค่ะ จะปวดปัสสาวะทุก 1 ชม. ในเวลากลางคืน
#6  by  ลูกของพ่อ (203.113.35.11) At 2007-07-01 18:32, 
ได้รับความรู้ดีมากค่ะ ละเอียดกว่าไปหาหมออีก
#7  by  pon (203.113.71.196) At 2007-07-01 22:53, 
ปวปัสสาวะบ่อยมากคะ บางครั้ง 15
#8  by   (203.146.63.189) At 2007-08-21 14:34, 
ปวดปัสสาวะบ่อยมากคะบางครั้ง15นาทีครั้งบางทีใน1ชั่วโมง4-5ครั้งและในแต่ละครั้งปัสสาวะเยอะมาก ไม่รู้สึกปวดด้วย และก็เป็นคนดื่มน้ำเยอะด้วย แต่มาพักหลังไม่รู้เป็นอะไรปวดบ่อย ออกเยอะนะคะแต่รู้สึกว่าถ่ายไม่เสร็จ และรู้สึกว่าปัสสาวะออกน้อยลงแต่บ่อยขึ้น
#9  by   (203.146.63.189) At 2007-08-21 14:41, 
แสบขัดมากๆค่ะ เป็นไข้ด้วย กลัวเป็นนิ่วค่ะ จะไปหาคุณหมอแล้วค่ะ...โอยๆ
#10  by  โอยๆ (124.121.109.44) At 2007-09-02 17:15, 
คุณหมอแมวคะ ตอนนี้หนูอายุ20 เป็นกระเพาะปัสสาวะมา2-3ครั้งแล้ว ตอนเขียนอยู่นี่เริ่มเป็นครั้งที่4 คือเวลาหนูปวดมันจะรู้สึกปวดเหมือนท้องเสียค่ะ สาเหตุทีเป็นครั้งแรกคือหลังจากหนูมีอะไรกับแฟน แล้วก็ไม่ทราบว่าเป็น คือมีอาการปวดบริเวณตรงนั้นเลยค่ะ ไม่ได้ปวดท้อง จนปัสสาวะออกมาปนเลือดเลยไปหาหมอ หลังจากนั้นก็เป็นมาเรื่อยๆ คือเดือนนึงก็เป็นประมาณนั้น และก็ซื้อยาทานเอง แล้วก็มีอยู่ครั้งนึงที่พอเป็นแล้วไม่สะดวกที่จะปัสสาวะบ่อยๆ เป็นเวลาติดกันหลายวัน จึงทำให้ต้องเปลี่ยนขนาดยา แล้วก็เป็นติดกัน3อาทิตย์ ทานยามาจนหมดทั้ง3อาทิตย์เลยค่ะ แต่ต้องกลั้นปัสสาวะเยอะเหมือนกัน เลยอยากรู้ว่า วิธีปฏิบัติตัวของอาการที่ไม่ได้เกิดจากการอั้นปัสสาวะ เหมือนกับอาการที่เกิดจากการอั้นปัสสาวะมั๊ยคะ อยากให้มันไม่กลับมาเป็นได้ง่ายๆ อีกค่ะ

ปล.คุณหมอคะ คือหนูซื้อยากินค่ะ ไม่ได้ไปหาหมอ หนูควรไปตรวจดีมั๊ยคะ
#11  by  Bee001 (124.120.63.184) At 2007-09-26 21:28, 
จะเป็นเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์ มันเกิดจากอะไรคะ มีวิธีรักษาให้หายขาดไหมคะ โรงพยาบาลของรัฐเฉพาะทาง มีโรงพยาบาลอะไรบ้างคะที่รักษาดี หรือคลีนิคก็ได้ค่ะ ใครทราบช่วยบอกทีขอบคุณค่ะ
#12  by  แตน (61.91.194.36) At 2007-10-08 21:28, 
เป็นมา ๓ ครั้งแล้วคะ แต่กินยาทีไรไม่หมดซักที เพราะกินยาแล้วคลื่นไส้อาเจียน อยากทราบว่าทำไมยาทำให้เราอาเจียนด้วยเหรอคะพอหยุดยาอาการคลื่นไส้อาเจียนก็หายคะsad smile sad smile
#13  by  pp (203.130.159.2) At 2007-12-08 22:07, 
เป็นกระเพาะปัสวะอักเสบค่ะ
ไปหาหมอรอบแรก
กินยาจนหมดแล้วค่ะ
พอหยุดไปสักสามสี่วันก็มีอาการเดิมอีก
เลยซื้อยามากินเองยาแบบที่หมอที่โรงบาลเคยให้
ตอนแรกหมอให้ยากินเจ็ดวัน
แต่ตอนซื้อมาเองซื้อมากินห้าวัน
ไปตรวจอีกรอบหมอว่าหายแล้ว
พอผ่านไปอีกสี่ห้าวัน
ก็รู้สึกปัสสวะแล้วเจ็บอีก
แต่รอบนี้ยังไม่ได้ไปหาหมอ
แค่พยายามกินน้ำเยอะๆ
ไม่อั้นฉี่
แต่ที่แปลกก็คือคันช่องคลอดค่ะ
มันผิดปกติหรือเปล่าค่ะ
แล้วแค่กินน้ำบ่อยๆจะช่วยได้ไหม
เพราะรู้สึกว่ามันยังเป็นไม่หนัก
ไม่อยากไปหาหมอและกินยาเลยค่ะ
#14  by  ตอบหน่อย (118.172.134.241) At 2008-04-26 20:16, 
หนูอายุ 20 เป็นโรคนี้มาหลายครั้งแล้วคะ มันเป็นหลังจากมีอารายกับแฟน มันจะปวดท้องน้อย เหมือนปวดประจำเดือนคะ อยากรู้ว่าควรทำอย่างไรคะ
#15  by  .... (58.9.247.208) At 2008-04-30 19:48, 
#16  by   (124.120.3.135) At 2008-06-18 09:04, 
ปวดจัง
#17  by  ... (202.91.18.192) At 2008-07-27 17:24, 

<< Home


บทความดีๆจากคุณหมอแมว
View full profile