ความเดิม ผมเขียนเอาไว้ในหัวข้อที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องเด่นประเด็นไส้ติ่งต่างๆนานา มาต่อกันดีกว่า
ความเชื่อ : หมอปล่อยให้แตกไม่พอ ยังลืมถุงมือไว้ในท้อง
ความจริง : เวลาผ่าตัดไส้ติ่งแตกเสร็จ จะมีการล้างช่องท้อง และวางสายระบายไว้จากในท้องเพื่อระบายหนองจากช่องท้องที่อาจเกิดตามมาให้ไหล ออกมาข้างนอก จะได้ป้องกันการติดเชื้อและเกิดฝีในช่องท้อง ลักษณะสายระบายคือเป็นแผ่นยางสีขาวเหลืองยาวๆ รูปร่างเหมือนท่อแฟบๆ ซึ่งหมอมักจะเย็บติดกับผิวหนัง เมื่อเริ่มไม่มีหนองออกมา ก็จะค่อยๆถอยสายท่อนี้ออกมา (โดยติดเข็มกลัดป้องกันการผลุบเข้าท้อง)
กรณี คนไข้ไส้ติ่งแตกวางสายระบายไว้ แล้วญาติที่ไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อ ดึงสายนี้ออกเอง นอกจากจะเสี่ยงต่ออันตรายระหว่างดึง ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายหลังได้อีก
อีกอย่างครับ เวลาผ่าตัดเสร็จ เขาจึงจะถอดถุงมือ ไม่มีใครเขาถอดถุงมือก่อนหรอกครับ ลองคิดง่ายๆว่าจะมาถอดให้เปื้อนมือทำไม
ความเชื่อ หมอปล่อยให้แตกไม่พอ ถุงมือก็ลืมคาไว้ แถมยังลืมเย็บท้องอีก
ความจริง : ไส้ติ่งแตก จะมีหนองในช่องท้องที่ทะลักออกมาระหว่างการผ่าตัด
เนื่อง จากเนื้อเยื่อไขมันเป็นเนื้อเยื่อที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อยเสี่ยงต่อการติด เชื้อ หลังการผ่าตัดจึงมักมีการปล่อยเนื้อเยื่อเหล่านี้ไว้ก่อน เพราะว่าเชื้อในลำไส้(ไส้ติ่งที่แตก)เป็นเชื้อที่ไม่ชอบออกซิเจนเท่าไหร่ พอไปพักตากอากาศก็มักจะไม่โตแล้วก็ตายกรอบไปเอง
เมื่อทิ้งไว้ระยะหนึ่งจนเนื้อดูแดงดี ก็จะเย็บปิดเข้าหากันอีกครั้ง
ความเชื่อ : เอาเถอะ แล้วทำไมหมอไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร
ความจริง : จากประสบการณ์ในการเป็นแพทย์ ช่วงที่เคยผ่าไส้ติ่ง พบว่า เกิน80%ของการผ่าตัดไส้ติ่ง มีญาติเข้ามาต่อว่าหรือเข้ามาถามว่า ทำไมผมไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร ไม่บอกอาการกับญาติ ไม่บอกอะไรเลย&^$@
แต่ ในชีวิตที่เคยผ่าตัดมา ถ้าคนไข้มีญาติมา ผมอธิบายทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดให้ทั้งญาติและคนไข้ฟังเป็นจำนวน100% ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับศัลยแพทย์ที่ผมเคยรู้จักมาทุกคน
สาเหตุเนื่องมาจาก ญาติที่ไม่พอใจห่วงใยญาติของตนมาก แต่เวลามาเฝ้าญาติ ไม่ได้ถามคนที่เฝ้าอยู่ก่อนว่าหมอบอกอะไรไปบ้าง คนที่เฝ้าก่อนก็ไม่ถ่ายทอดสิ่งที่หมอบอกให้คนที่มาใหม่ฟัง
ดังนั้น ก่อนที่จะแสดงความไม่พอใจออกมาในเรื่องนี้ สมควรที่จะถามคนที่เฝ้าก่อนๆรวมทั้งตัวคนไข้เองว่า "หมอบอกอะไรบ้างหรือยัง"
ความเชื่อ : ไส้ติ่งเป็นการผ่าตัดที่ง่ายที่สุด
ความจริง : การผ่าตัดทางช่องท้อง ไส้ติ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ซับซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะง่ายเสมอไป เพราะในช่องท้องจะมีอะไรอยู่ภายในหรือจะเกิดอะไรในนั้น ไม่สามารถคาดเดาได้
ไส้ติ่งที่ผ่าง่ายๆ ผ่าโดยหมอจบใหม่ อาจใช้เวลาเพียง15นาที
ไส้ติ่งที่ผ่ายากๆ ผ่าโดยศัลยแพทย์เชี่ยวชาญที่ผ่าตัดเป็นนิจทุกๆวัน อาจใช้เวลาถึง6ชั่วโมง!!!
ไส้ติ่งอักเสบที่คนไข้มาด้วยอาการไส้ติ่งแตกความดันตกไม่รู้สึกตัว มาเจอพยาบาลกับนิสิตแพทย์ปีสุดท้าย อาจจะกลับบ้านได้อย่างสบายดี
ไส้ ติ่งอักเสบที่คนไข้เดินมารพ.ได้ มาเจอกับอาจารย์ศัลยแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยความละเอียดรอบคอบเอาใจใส่ อาจจะตายโดยที่ยังไม่ทันได้ผ่าตัดด้วยซ้ำ
เรื่องมันมีเหตุผล ไปดูข้างล่างโน่นครับ
ความไม่พอใจ : ผ่าแล้วทำไมไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ
ความจริง : การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบที่ดีโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ มีอัตราการผ่าไปเจอเป็นไส้ติ่งอักเสบ70-80%ในขณะที่อีก20%เป็นไส้ติ่งปกติ นั่นคือไม่ว่าคุณจะมีอาการ ผลเลือด ผลตรวจต่างๆที่ตรวจออกมาจะเหมือนไส้ติ่งแค่ไหนก็ตาม พอเอาไปผ่าก็มีโอกาสที่ออกมาจะกลายเป็นไส้ติ่งปกติ20%-30%
ถ้าหากหมอคน ไหน มีความสามารถวินิจฉัยไส้ติ่งได้ถูกต้อง100% ก็อาจจะต้องไปดูหน่อยว่าผ่าไปแล้วแตกเยอะหรือไม่ เพราะเป็นไปได้ว่าปล่อยคนไข้ให้อาการเป็นต่อเนื่องจนใกล้แตก (ตอนใกล้แตก อาการมักจะชัดเจน วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น) อันนี้แย่ตรงคนไข้มีโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อในช่องท้องจากการที่ไส้ติ่ง แตกได้มาก
หรือหมอคนไหนก็ตาม กลัวไส้ติ่งแตก ก็เลยผ่าเร็วขึ้น อัตราการวินิจฉัยถูกอยู่ที่40%-50% ก็แสดงว่าคนไข้ปลอดภัยจากไส้ติ่งแตกมากขึ้นแต่เสี่ยงต่อความเสี่ยงในการผ่า ตัดและดมยามากขึ้นโดยไม่จำเป็น
หากมองในมุมกลับกัน ผมมองเรื่องนี้ว่าเป็นตัวสะท้อนชุมชนที่โรงพยาบาลนั้นๆตั้งอยู่
ชุม ชนใดที่ญาติคนไข้มีปัญหาเวลาผ่าแล้วไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบมาก หรือเคยมีปัญหากดดันให้หมอต้องรับผิดชอบหากผ่าแล้วไม่ใช่ไส้ติ่ง ที่นั้นๆก็มักมีแนวโน้มการรอดูอาการนานขึ้นเพื่อให้อาการชัดเจน
ชุมชนใด ที่ญาติคนไข้หรือคนไข้มีปัญหากดดันหมอให้รีบผ่า ไม่ต้องการดูอาการนาน(เห็นคนไข้ร้อง1ครั้ง ก็ไปด่าพยาบาล) ก็มีแนวโน้มที่หมอจะผ่าเร็วขึ้นและผ่าไปแล้วไม่ใช่ไส้ติ่งมากขึ้น
แพทย์ ในสมัยก่อนสามารถทำงานตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และหลักการได้มาก ในขณะที่แพทย์รุ่นหลังๆมีแนวโน้มที่อาจจะต้องเคลื่อนไหวไปตามความต้องการของ ญาติและผู้ป่วยมากขึ้น ในยุคที่การทำงานที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจก็สามารถถูกร้องเรียนได้
ความไม่พอใจ : ผ่าคลอดแล้วหมอไม่ยอมผ่าไส้ติ่งให้
เคย มีคนไข้ที่ผมวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ มีแผลคลอดที่หน้าท้อง ก็เลยลองถามว่าเคยผ่าไส้ติ่งไหม คำตอบคือ ไม่ได้ผ่า ... และแถมว่า ไม่ค่อยพอใจที่หมอที่ผ่าคลอดครั้งที่แล้วไม่ยอมผ่าไส้ติ่งให้ทั้งที่เธอ รักษาในเอกชน
ความจริง : การผ่าคลอด จัดเป็นการผ่าตัดที่สะอาดพอสมควร เนื่องจากเป็นการผ่าเด็กออกมาจากมดลูกที่ถือว่าค่อนข้างสะอาดมาก การติดเชื้อมีต่ำ ในขณะที่การผ่าไส้ติ่ง เป็นการตัดผ่านลำไส้บางส่วน มีโอกาสที่จะปนเปื้อนติดเชื้อหลังการผ่าตัดสูงกว่า สูติแพทย์จำนวนหนึ่งจึงไม่นิยมผ่าไส้ติ่งพร้อมผ่าคลอดแม้คนไข้จะขอ เพราะเกรงว่าหากมีการติดเชื้อขึ้นมา จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าปกติหลายเท่า
อีก กรณีหนึ่งที่อยากให้รู้ไว้ คนไข้บางคนไม่พอใจเมื่อรู้ว่าหมอผ่าไส้ติ่งไปโดยที่ตนเองยังไม่ทันได้ขอ.... บางราย(ส่วนน้อย)ไม่พอใจทันทีหลังผ่าตัด หลายราย(ส่วนใหญ่)ไม่พอใจหลังจากผ่านไปหลายปีแล้วตนเองมีอาการของโรคอื่นๆ เช่นเหนื่อยง่าย อ้วน ปวดหัว ปวดหลัง เป็นโรคติดเชื้อต่างๆ โดยอ้างว่าหลังจากตัดไส้ติ่งแล้วจึงเกิดโรคเหล่านี้ตามมา................
ความไม่พอใจ : ทำไมต้องล้วงก้น ทำไมต้องตรวจภายใน
ความจริง : การตรวจทางทวารหนัก เป็นการตรวจที่มีประโยชน์ในการตรวจร่างกายในผู้ที่สงสัยไส้ติ่งอักเสบ โดยยึดหลักว่า การกดท้อง เป็นการกดผ่าชั้นไขมัน ซึ่งหนา โอกาสตรวจได้ไม่ชัดเจนมีสูง แต่หากตรวจทางทวารหนัก ก็สามารถตรวจได้ใกล้ชิดกับไส้ติ่งโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น
การตรวจทางทวารหนักนี้ ในบางสถาบันถือเป็นการตรวจที่ ต้องทำ เนื่องจากสามารถช่วยให้การตัดสินวินิจฉัยโรคแม่นยำยิ่งขึ้น
การ ตรวจภายใน ทำในผู้หญิง ในกรณีที่สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคอื่นที่มีอาการคล้ายไส้ติ่งเช่น โรคติดเชื้อปีกมดลูก หรือท้องนอกมดลูก ซึ่งการกดทางหน้าท้องจะตรวจได้เหมือนกับไส้ติ่งอักเสบอย่างมาก(ๆ)
อาการของไส้ติ่ง และไส้ติ่งที่น่ากลัว
อาการ ของไส้ติ่งอักเสบแบบมาตรฐานก็คือ เริ่มจากอาการปวดที่บริเวณสะดือหาจุดเจ็บไม่ชัด หลังจากนั้นอาการปวดจะย้ายไปทางท้องน้อยด้านขวา หากอาการดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จะเริ่มมีไข้ขึ้นและปวดเพิ่มขึ้น จนสุดท้ายเมื่อไส้ติ่งแตก ก็จะปวดลามไปทั่วๆท้อง เกิดอาการท้องแข็งขึ้น
สาเหตุ มาจากลักษณะระบบประสาทและลำไส้ ซึ่งลำไส้เองไม่มีระบบประสาทรับความเจ็บปวด โดยช่วงแรกการอักเสบอยู่เฉพาะที่ไส้ติ่งซึ่งมีเส้นประสาทแยกมาจากกลุ่มระบบ ประสาทตรงกลางท้อง ตอนแรกที่อักเสบไม่มากก็จะปวดตรงกลางตื้อๆแบบทั่วไป เมื่อการอักเสบมากขึ้นก็จะลามไปยังอวัยวะข้างเคียงคือลำไส้และผนังช่องท้อง ซึ่งผนังช่องท้องจะรับความเจ็บได้ดีกว่า ดังนั้นจะเจ็บมากขึ้นที่ตำแหน่งของไส้ติ่ง หลังจากนั้นเมื่อการอักเสบดำเนินต่อไปอีก เชื้อโรคก็จะเริ่มรั่วกระจายออกมา เกิดอาการของไข้ขึ้น และตามมาด้วยการแตกของไส้ติ่ง ซึ่งจะทำให้หนองกระจายออกมา
ไส้ติ่งทั่วไปที่อาการแบบนี้ไม่น่ากลัว เพราะว่าหมอจะวินิจฉัยได้ง่าย และมักจะผ่าได้ตั้งแต่ก่อนที่จะแตก
แต่ไส้ติ่งที่น่ากลัว คือไส้ติ่งที่อาการไม่ได้เป็นแบบธรรมดา คือ
1. ไส้ติ่งไม่อยู่ในที่ๆควรอยู่
ไส้ ติ่งปกติจะอยู่ด้านข้างหรือด้านหน้าลำไส้ แต่มีส่วนหนึ่งที่ไส้ติ่งไปอยู่หลังลำไส้ ดังนั้นเมื่อการอักเสบดำเนินต่อไปมากขึ้น บางคนจึงมีอาการปวดลดลงหรือไม่ได้ปวดที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา แต่ปวดตรงกลางหรือไปปวดทางด้านหลังซะ
2. ไส้ติ่งเด็กๆ
เด็กๆมักจะ บอกอาการได้ไม่ชัด อาการที่ได้แม้ว่าเด็กจะรู้สึกปวดทางด้านขวา แต่เด็กก็มักจะชี้ที่สะดือตลอดเวลา การตรวจร่างกายก็มักจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเพียงพอ ดังนั้น ไส้ติ่งอักเสบในเด็กจึงมีโอกาสแตกได้มากกว่าไส้ติ่งอักเสบในผู้ใหญ่ อีกทั้งการตอบสนองของเม็ดเลือดขาวก็อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ได้ จึงทำให้การวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือด(ซึ่งเป็นการตรวจพิเศษที่มีในเกือบทุก รพ.)ทำได้ยากขึ้น
3. ไส้ติ่งแก่ๆ
ผู้สูงอายุ คล้ายกับเด็กที่การตอบสนองของเม็ดเลือดขาวไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ รวมทั้งอวัยวะและกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ทำให้อาการบางอย่างที่ควรจะมีกลับเป็นไม่มี เช่นเมื่อไส้ติ่งแตก ผู้สูงอายุอาจบอกเพียงว่าปวดท้องเล็กน้อย กดท้องก็ไม่ค่อยเจ็บ ไม่มีไข้ บางรายอาจมีอาการเพียงถ่ายเหลวหรือท้องผูกเท่านั้น
และที่น่ากลัวคือ ผู้สูงอายุที่เป็นไส้ติ่ง มักจะมาเมื่อมีอาการมานานกว่าผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ (พูดง่ายๆ มีเวลาให้หมอดูสักพักก่อนแตก)
นอกจากนี้ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวหลายอย่างที่ทำให้ต้องระมัดระวังการนำไปผ่าตัดโดยไม่จำเป็น
4. มีโรคหรืออาการบางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้น
เบาหวาน โดยตัวโรคนี้สามารถทำให้เส้นประสาทเสื่อมลงและไม่ค่อยเจ็บเท่าที่ควร หมอก็จะตรวจได้แม่นยำลดลง
ท้องเสียธรรมดาในเด็ก บางครั้งท้องเสียธรรมดาในเด็กก็มีอาการคล้ายไส้ติ่งมากเสียจนหมอลังเลว่าตกลงเป็นไส้ติ่งหรือไม่ใช่ไส้ติ่งกันแน่
ลำ ไส้อักเสบ เวลาเป็นที่อื่นๆก็เฉยๆ แต่เวลาใดที่มาเป็นที่ท้องน้อยด้านขวาล่ะก็ หมอที่ดูจะปวดหัวอย่างยิ่ง เพราะอาการหลายอย่างแยกแทบไม่ออกจากไส้ติ่งอักเสบเลย
ต่อมน้ำเหลืองใน ท้องโต พบมากในเด็กๆ เกิดตามการติดเชื้อเช่นเจ็บคอหรือหวัด ซึ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองตามที่ต่างๆรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในลำไส้ให้โต ขึ้น จะเกิดอาการปวดท้องโดยเฉพาะท้องน้อยด้านขวาได้
ไข้เลือดออก ในเด็ก อาการอย่างหนึ่งของไข้เลือดออกก็คือ ปวดท้องน้อยด้านขวาที่เหมือนกับลักษณะปวดไส้ติ่งมาตรฐาน.... ซึ่งหากผ่าเข้าไปแล้วปรากฎว่าเป็นการปวดของไข้เลือดออกล่ะก็ มีโอกาสตกเลือดหลังการผ่าตัดได้สูงมาก (ที่จริงแยกกันได้ด้วยประวัติ เพราะไข้เลือดออกจะมีไข้มากก่อน ในขณะที่ไส้ติ่งไม่ควรมีไข้มากก่อน เป็นเหตุที่ผมเคยเน้นว่าถ้าไม่รู้ประวัติก็อย่ามั่ว)
5.ไส้ติ่งหญิงสาว
ผู้ หญิงมีปีกมดลูก มีโรคที่เกิดบริเวณนี้สองโรคก็คือ โรคติดเชื้อที่ปีกมดลูกและท้องนอกมดลูก ซึ่งสามารถเกิดที่บริเวณนี้และมีอาการคล้ายคลึงกับไส้ติ่งอักเสบ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการซักประวัติเรื่องประจำเดือน เพศสัมพันธุ์ (+/-ตรวจภายใน) และตรวจการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยหญิง
6. ไส้ติ่งที่กินยามาก่อน
การ ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาไส้ติ่ง เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยนิยมกัน เนื่องจากพบว่าโอกาสที่จะเกิดการอักเสบซ้ำในช่วงไม่กี่เดือนมีสูง และมักจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น
ปัญหาก็คือ อาการหนึ่งของไส้ติ่งอักเสบคือท้องเสีย ปวดมวนท้อง ซึ่งหากไปร้านขายยาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักจะสอบถามอาการและลักษณะอุจจาระแล้วให้ยามาเลย... ซึ่งยาที่ให้จะฆ่าเชื้อบางส่วน และส่งผลให้อาการเปลี่ยนแปลงไปและวินิจฉัยได้ยากขึ้นกว่าเดิม...แตกง่าย ผ่ายาก เชื้อดื้อยา
ผมเองเวลาคนไข้มาหาด้วยอาการท้องเสีย ก็ไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปกดท้องคนไข้เสมอ อย่างน้อยก็เพื่อดูว่ามีการปวดเฉพาะจุดที่ท้องน้อยด้านขวาหรือไม่
ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ หากมีอาการท้องเสียธรรมดาๆ ไปซื้อยาหรือไปคลินิก แล้วหมอหรือเภสัชกรจะตรวจร่างกายหรือกดท้อง
ความเชื่อ(ปิดท้าย) : ถ้างั้น ผมกลัวเป็นไส้ติ่งแตก ผมไปขอหมอผ่าตัดไส้ติ่งทิ้งได้ไหมครับ
ความจริง : ก็ได้ครับ แต่ขอให้รู้ก่อนว่าความเสี่ยงของคุณมีอะไรบ้าง
ความ เสี่ยงแรก คุณมีโอกาสที่จะได้อันตรายจากการทำให้สลบระหว่างผ่าตัดเสมอ เป็นความเสี่ยงที่บางอย่างป้องกันได้ บางอย่างป้องกันได้ยากมาก แต่สรุปก็คือเสี่ยง
ความเสี่ยงที่สอง หลังผ่าตัด มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อในช่องท้องได้เสมอ และหากติดเชื้อ ก็มีโอกาสที่จะถึงชีวิตได้
ความเสี่ยงที่สาม ขณะผ่าตัด การผ่าอะไรก็ตามมีโอกาสตกเลือด คุณพร้อมหรือยัง
ความ เสี่ยงที่สี่ เลือดที่ไหลออกมาแม้แต่1หยด ผุ่นผงเล็กน้อย เศษเนื้อหรือไขมันที่ตกลงไปบนลำไส้ จะก่อให้เกิดผังผืดขึ้นในช่องท้อง ซึ่งผังผืดเหล่านี้จะทำให้คุณเสี่ยงที่จะเกิดโรค ลำไส้อุดกั้น ซึ่งถือเป็นโรคที่อาจจะต้องผ่าตัดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้เน่า และที่สำคัญ หากคิดคำนวณแล้วคนเรามีโอกาสเกิดไส้ติ่งอักเสบไม่มาก แต่หากทำการผ่าตัดไปแม้แต่ครั้งเดียวก็จะต้องเกิดผังผืดแน่นอน....
การ รักษาไส้ติ่งอักเสบ ไม่ใช่เรื่องที่เริ่มต้นและจบที่ห้องผ่าตัด หากแต่เป็นโรคที่การรักษาเริ่มตั้งแต่การตรวจครั้งแรก ประวัติ ตรวจร่างกาย เรื่อยไปจนถึงการผ่าตัด จนกระทั่งไปสิ้นสุดการรักษาเมื่อสามารถออกจากรพ. ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จและผลลัพท์ของการรักษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของหมอ หากแต่ยังขึ้นอยู่กับการให้ประวัติ การตรวจ สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความร่วมมือของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด
เนื่อง จากเรื่องเด่นประเด็นไส้ติ่ง เป็นเรื่องการผ่าตัดที่มีขึ้นบ่อย ความสงสัยคงไม่จบลงเพียงแค่บทความนี้ หากต่อไปมีโอกาสได้รับรู้ข้อสงสัยอื่นๆเกี่ยวกับไส้ติ่งอักเสบอีก ก็คงได้มีโอกาสเขียนตอนต่อๆไปออกมาครับ
หมอแมว
2006/Sep/08
2006/May/28
ไส้ติ่งอักเสบ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด by-หมอแมว-
ไส้ติ่งเป็นโรคที่ทำให้คนเราต้องเข้าผ่าตัดมากที่สุดโรคหนึ่ง
เป็นโรคที่ทำให้หมอถูกฟ้องและร้องเรียนมากที่สุดโรคหนึ่ง
และเป็นโรคที่คนทั่วไปเข้าใจผิดและคิดว่ามันเป็นโรคที่ง่ายๆที่สุดโรคหนึ่ง
วันนี้ผมจะมาพูดเกี่ยวกับความจริงของโรคที่คนไทยคิดว่าเป็นโรคที่ง่ายๆ ทั้งการวินิจฉัย และการรักษา .... ผมจะพูดถึงความจริงที่คนไทยเข้าใจผิดดูซักตั้ง
ความเชื่อ : ไส้ติ่งต้องปวดท้องด้านขวา ปวดท้องข้างขวาเป็นไส้ติ่ง
ความจริง : ไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องทางด้านขวาล่าง เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากลำไส้ การอักเสบของไส้ติ่งก็ปวดด้านขวา ตรงไปตรงมาดี
แต่ว่าไส้ติ่งไม่ได้เป็นอวัยวะเดียวที่อยู่ในท้องด้านขวา ที่ทางขวายังมีไต ท่อไต กล้ามเนื้อ เส้นเลือด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก รังไข่ มดลูก ฯลฯ ซึ่งก็อักเสบและก็ปวดได้เช่นกัน ในขณะเดียวกันไส้ติ่งก็ไม่ได้อยู่ที่ด้านขวาล่างเพียงที่เดียว รวมทั้งการปวดไม่ได้ปวดเพียงที่ด้านขวาเท่านั้น
บางคนอาจจะเถียงว่าเอาอะไรมาพูด ไส้ติ่งอยู่ทางขวา ก็ต้องปวดขวาสิ จะไปปวดที่อื่นได้อย่างไร นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่เวลาคนไข้เด็กๆปวดบริเวณสะดือมาแล้วพ่อแม่เด็กมักไม่เชื่อหมอว่าเด็กจะเป็นไส้ติ่งได้ รวมทั้งมักจะพามาเมื่อเป็นมาหลายวันแล้ว(จำไว้นะครับ ผมไม่ได้บอกว่ามาช้า)
ไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่ได้รับเส้นประสาทมาจากกลุ่มประสาทกลุ่มหนึ่ง(ชื่ออะไรไม่บอก) ตำแหน่งมันอยู่ตรงกลาง ในช่วงแรกที่มีการอักเสบมันจะส่งสัญญาณประสาทกลับไป ทำให้มีความรู้สึกปวดมวนท้องทั่วๆไป"ตรงกลางท้อง" หรือบริเวณสะดือ ต่อมามีการอักเสบมากขึ้นลามมานอกตัวไส้ติ่ง(เตรียมแตก)ก็จะไประคายเคืองที่ช่องท้อง ทำให้รู้สึกเจ็บที่ด้านขวาล่าง และต่อมา เมื่อมีการแตกออก การอักเสบก็จะกระจายไปทั่วช่องท้องก็จะมาปวดทั่วๆท้องอีกครั้ง
ความเชื่อ : เมื่อสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง ต้องรีบไปเจาะเลือด เอกซ์เรย์ อัลตร้าซาวน์ เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ทันทีเพื่อวินิจฉัยให้แน่นอน
ความจริง : ตอบง่ายๆครับ ยิ่งทำเยอะมันยิ่งช่วยให้แม่นยำมากขึ้น"จริง"ในบางราย ซึ่งเป็นความจริงในต่างประเทศแต่ว่า
เครื่องเอกซ์เรย์คอมฯ ปกติในเมืองไทยก็มีอยู่ไม่ได้มากมายนัก แต่ในการวินิจฉัยไส้ติ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์อีกแบบ ซึ่งในเมืองไทยยิ่งมีน้อยเครื่องเข้าไปอีก .... แม้นในต่างประเทศ เขาก็แนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีที่ตรวจร่างกายแล้วไม่ชัดเจนจริงๆ จึงจะได้ประโยชน์คุ้มค่าพอ
อัลตร้าซาวน์ เป็นอีกอย่างที่มักโดนขอให้ทำ ซึ่งความจริงต้องรู้ไว้อย่างนึงคือ อัลตร้าซาวน์ต้องใช้คนที่ทำเป็นคนอ่าน คนที่จะอ่านได้ดีๆเก่งๆก็มักเป็นหมอรังสี การทำต้องใช้เทคนิกวิธีการ รวมทั้ง หากทำไม่เจอว่าลักษณะเหมือนไส้ติ่งอักเสบก็ไม่ได้แปลว่าไม่เป็น ต้องสังเกตอาการและตรวจร่างกายต่อไปอยู่ดี
เจาะเลือด เป็นอันที่ค่อนข้างมีประโยชน์เพราะว่าการอักเสบของไส้ติ่งมักจะทำให้ลักษณะจำนวนเม็ดเลือดขาวเปลี่ยนไป แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าหากว่าเจาะเลือดไม่เหมือนเลยแต่อาการเหมือน ก็ยังต้องสงสัยว่าเป็นไส้ติ่งอยู่ดี
เอกซ์เรย์ ไส้ติ่งเป็นเนื้อ ไม่มีกระดูก อยากรู้จังว่าจะดูอะไร.... หรือบางคนบอกว่า ไส้ติ่งอักเสบมักมีหินแคลเซียมไปอุด แต่สุดท้าย ถ่ายมาแล้วเจอผิดปกติ ก็ดูอาการ ถ่ายมาแล้วไม่เจออะไร ก็ยังต้องดูอาการต่ออยู่ดี
ปัญหาที่หมอพบคือ คนในปัจจุบัน มีความรู้ว่ามีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในโลก และต้องการให้หมอเอามาใช้ในการตรวจวินิจฉัย ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่
ปัญหาที่หนักกว่าคือคนบางกลุ่มบางคน เมื่อหมอได้อธิบายว่าการส่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้การจัดการแตกต่างไปจากเดิม(พูดง่ายๆว่าไม่มีประโยชน์) หมอก็มักจะโดนกล่าวหาว่า
"ไม่รู้จักติดตามงานวิจัย " (ก็ติดตามนี่ล่ะ ถึงรู้ว่าไม่มีประโยชน์) หรือถ้าที่ผมเจอเองก็
" ผมรู้ว่าจริง หมอไม่รู้ก็อย่ามามั่วเลย" (ก็รู้และไม่ได้มั่วนี่ไง เลยมาเถียง)
สรุปว่าไส้ติ่งเป็นโรคที่เราใช้ประวัติ และการตรวจร่างกายเป็นหลักใหญ่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและทางรังสีเป็นรอง ที่อาจนำมาใช้ในการช่วยตัดสินใจผ่าตัดหากตรวจได้ไม่ชัดเจน และผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงหากจะเฝ้าสังเกตอาการต่อไป
ความเชื่อ : ถ้าเป็นไส้ติ่ง ต้องเอาไปผ่าทันที ห้ามรอเด็ดขาด
ความจริง : ถ้าเป็นไส้ติ่งจริง ก็ควรเอาไปผ่าให้เร็วที่สุด "หากไม่มีข้อห้าม"
ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นไส้ติ่ง หรืออาการคล้ายโรคอื่นโดยที่ยังไม่ตัดประเด็นไส้ติ่งไป อาการมักเป็นลักษณะที่ยังไม่ได้มีการอักเสบมาก ก็มักจะรอต่อไปเพื่อให้อาการชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะหากเอาไปผ่าอย่างไม่จำเป็นก็ต้องไปแบกรับความเสี่ยงของการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น
ในกรณีที่แตกไปแล้วระยะหนึ่ง จนกระทั่งความดันเลือดตก การนำไปผ่าตัดก็เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ก็ต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาเพิ่มความดันจนอาการดีขึ้นเสียก่อน จึงจะนำไปผ่าตัดได้
ในกรณีที่แตกมานานแล้วจนรวมกันเป็นก้อน ก็มักต้องรอให้การติดเชื้ออักเสบสงบลงก่อน ราวๆ6สัปดาห์ แล้วให้กลับมาผ่าตัด หรือบางคนก็อาจจะผ่าไปเลยก็ได้ ขึ้นกับผู้ผ่าตัดและสภาพคนไข้
ในกรณีที่ยังไม่ได้งดน้ำงดอาหาร และจะนำไปผ่าด้วยการดมยาสลบ ผู้ป่วยก็จะเสี่ยงต่อการสำลักน้ำและอาหาร โอกาสเสียชีวิตก็มีมากขึ้นไปอีก
ส่วนในกรณีบล๊อกหลังซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร หรือการดมยาสลบด้วยเทคนิกไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร แม้ว่าแพทย์คนไหนจะมีความรู้ความสามารถที่จะทำได้ก็คงไม่ทำหากไม่ใช่หมอดมยา เพราะถ้าผ่าตัดแล้วดีก็มักเสมอตัว ถ้าผ่าตัดแล้วถ้าผลไม่เป็นที่พอใจ(ไม่ว่าจะทำพลาดหรือทำถูกต้อง) หมอคนนั้นก็ผิดในสายตาคนทั่วไปทันที
ความเชื่อ :ไส้ติ่งแตก เกิดจากการกดของหมอ และเกิดจากการรอนานเกินไป
ความจริง : การแตกของไส้ติ่งที่เกิดจากการกดของหมอเวลาตรวจร่างกาย ไม่เคยมีใครทำการทดลองว่าจริงหรือเปล่า ดังนั้นคงตอบไม่ได้ (คงไม่มีหมอคนใดปฏิเสธหรือยอมรับเรื่องนี้ เพราะมันไม่มีใครทดลองนี่นา)
เกิดจากการรอนานเกินไป ก็คงมีส่วน แต่การรอเหล่านี้จำเป็นหรือไม่.... ในฐานะที่เคยผ่าตัดไส้ติ่ง ผมอยากผ่าเร็วๆด้วยซ้ำ เพราะยิ่งผ่าเร็วก็ผ่าง่าย โอกาสแตกก็น้อย ผ่าแล้วกลับไปตีพุงกินกาแฟได้ แต่ที่ต้องรอก็ต้องรอเพราะความจำเป็นในเรื่องการงดน้ำงดอาหารเพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง
ปวดมาสามวันแล้ว รอการงดน้ำงดอาหาร3-4ชั่วโมงจะเป็นไรไป(ส่วนใหญ่คนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบมักปวดจนกินไม่ค่อยลงอยู่แล้ว)
ความไม่พอใจ : ทำไมสงสัยเรื่องไส้ติ่ง แล้วต้องมาถามเรื่องเพศสัมพันธุ์ หรือเรื่องประจำเดือน
ความจริง : เวลาตรวจเด็กผู้หญิงในวัยมีประจำเดือนแล้ว แล้วสงสัยไส้ติ่งอักเสบ โรคสำคัญที่ต้องแยกไว้ก็คือเรื่องการติดเชื้อของปีกมดลูกและท้องนอกมดลูก เพราะว่าการรักษาไปกันคนละเรื่อง (อันนึงไม่ต้องผ่าตัด อีกอันนึงต้องผ่าตัดทันที) ถ้าจะไม่ให้ถาม ก็มีอีกทางคือตรวจภายใน การตอบคำถามง่ายๆสั้นๆ1คำถามน่าจะดีกว่าการมาปิดบังอึกอักหรือโกหกกัน
เคยมีครั้งหนึ่ง มีเด็กอายุไม่มากนักมาด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวา หลังจากซักอาการไปแล้ว อาการก็คล้ายๆไส้ติ่งอักเสบแต่ไม่เหมือนนัก (อาการเร็วเกินไปและตำแหน่งไม่ตรงกันนัก) พอตรวจร่างกายก็ไปเจอรอยแผลเป็นจางๆคล้ายรอยผ่าตัด ก็เลยบอกไปว่า จากที่เล่ามาก็ต้องบอกว่าอาการเหมือนไส้ติ่งแต่... ตกลงเคยผ่าไส้ติ่งไหม ก็ปรากฎว่าเคยผ่าแล้ว ก็เลยขอตรวจปัสสาวะเรื่องการตั้งครรภ์ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ปกครอง (หมอจะตรวจคนไข้กับพยาบาลสองคนลำพังก็ได้ แต่ถ้าพ่อแม่ยืนยันว่าจะยืนฟังทุกเรื่องและจะตอบคำถามแทนลูกทุกเรื่อง หมอก็จนใจ)
ผลก็คือตั้งครรภ์.... ก็เลยต้องส่งไปเพื่อให้หมอสูตินรีดูแลและผ่าตัด.... (รายนี้ ซักครั้งแรกพบว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์และประจำเดือนมาปกติดีทุกเดือน)
ดังนั้นสำหรับผม ใครยังมีประจำเดือน ผมถามทั้งนั้นโดยที่ไม่ต้องไปดูคำนำหน้าชื่อ(สำหรับเด็กกรุงที่อาจจะไม่รู้ คนไทยที่ไม่จดทะเบียนแต่อยู่กินกันแบบเปิดเผยมีเยอะแยะไป)
ความไม่พอใจ : ตอนมาไส้ติ่งยังไม่แตก แต่หมอปล่อยรอจนให้แตก หรือหมอไปทำแตก
ความจริง : เป็นคำกล่าวหาที่พบได้บ่อยเมื่อผลปรากฎว่าไส้ติ่งแตก ทั้งที่หลายครั้งคนไข้มาก็มีอาการของไส้ติ่งแตก บอกแต่ต้นว่าไส้ติ่งแตกอยู่แล้ว แต่พอผ่าเสร็จ หมอหลายคนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจนักคือ ญาติคนไข้หรือคนไข้บางคน พูดกล่าวหาหมอว่าไปทำแตก (หรือรอเวลางดน้ำงดอาหารจนแตก) บางครั้งเล่าเหมือนกับไปเห็นด้วยตาในห้องผ่าตัดเอง
ไม่ว่ามันจะแตกอยู่ก่อน หรือหมอมาทำแตก ผมคงต้องบอกความจริงเกี่ยวกับไส้ติ่งอักเสบไว้ก่อน
ไส้ติ่งก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่ง และไส้ติ่งอักเสบก็คือไส้ติ่งที่กำลังเน่า ยิ่งปล่อยให้เน่ามานานๆ ก็ยิ่งเละ พอเละได้ที่ก็แตก
ถ้านึกไม่ออก ลองเอาไส้กรอกยาวมาหนึ่งชิ้น แช่น้ำทิ้งเอาไว้สัปดาห์นึง แล้วพยายามหยิบขึ้นมาจากน้ำไม่ให้ขาด....
การจะแตกหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบว่า ไส้ติ่งอยู่ในตำแหน่งที่ยากแค่ไหน ไส้ติ่งถูกปล่อยให้อักเสบนานแค่ไหน(ทั้งที่บ้านและรพ.) คนผ่า ฯลฯ
ความเชื่อ : การผ่าตัดไส้ติ่ง ต้องใช้หมอเฉพาะทางผ่าตัด (ศัลยแพทย์) เท่านั้น
ความจริง : ก่อนที่ญาติของใครจะได้รับการผ่าตัดทุกชนิด, ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องการให้ผู้ที่ทำการผ่าตัดเป็นศัลยแพทย์หรือแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านนั้นมาเป็นผู้ผ่า หากแต่ว่าในความจริงการฝึกหัดแพทย์ออกมาหนึ่งคน ได้(เคย)กำหนดให้ทุกคนที่จบมาต้องผ่าไส้ติ่งเป็น
ที่บอกว่าเคยเพราะได้ยินมาว่าหมอรุ่นใหม่ๆที่กำลังจะจบออกมา ทางแพทยสภาได้กำหนดไว้ว่าไม่จำเป็นต้องผ่าตัดไส้ติ่งเป็น!!!
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ในสังคมไทยปัจจุบันมีความต้องการแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น จนกระทั่งการฝึกหัดนักเรียนแพทย์ทำได้ยากขึ้น ในการผ่าตัดทุกชนิด หากเป็นการผ่าตัดเพื่อฝึกหัดให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำจริงแล้วเกิดมีปัญหาตามมา(แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาจากการผ่าตัดก็ตาม) มักจะนำเองเรื่องการเรียนการสอนมาเป็นประเด็นไม่ว่าจะมีมูลจริงหรือไม่ก็ตาม ... ดังนั้นเมื่อไส้ติ่งเป็นโรคที่คนทั่วไปให้ความคาดหวังกันมากว่าต้องเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีอันตรายแม้แต่น้อยไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการที่เพียบหนักเพียงไร ก็เลยทำให้มันกลายเป็นการผ่าตัดแรกๆที่ต่อไปหมอเมืองไทยอาจจะทำไม่เป็นกัน
ความจริงแล้ว การผ่าตัดทุกชนิด จะผ่าเป็นหรือไม่ขึ้นกับประสบการณ์เป็นหลัก หากได้เห็นได้ฝึกได้ทำบ่อยๆก็ย่อมทำได้ หรือแม้แต่บางครั้งการได้เห็นบ่อยๆและมีความรู้ก็สามารถทำการผ่าตัดได้ จึงไม่แปลกที่พยาบาลห้องผ่าตัดจำนวนมากสามารถเป็นครูสอนผ่าตัดให้นักศึกษาแพทย์หรือแพทย์จบใหม่ได้ และแพทย์รุ่นที่จบมาเมื่อสัก10ปีก่อน ซึ่งสมัยเรียนมีโอกาสได้ฝึกผ่าตัดสมัยเรียนมากกว่าแพทย์รุ่นหลังๆ เมื่อออกมาทำงาน ก็ย่อมผ่าตัดได้ดีกว่า
อย่าลืมว่าหมอผ่าตัดที่เก่งก็เกิดมาจากการหาความรู้ทางทฤษฎีและได้ทำการผ่าตัดมากๆ
................. คราวหน้า เราจะมาพูดกันต่อเกี่ยวกับประเด็นต่างๆดังนี้ครับ .............
ผ่าไส้ติ่งแล้วลืมถุงมือ!!
ผ่าไส้ติ่งแล้วลืมเย็บหน้าท้อง!!!
ผ่าแล้วไม่บอกว่าเป็นอะไร!!!!
ผ่าคลอดแล้วหมอไม่ยอมผ่าไส้ติ่ง!!!!!
หมอห่วย วินิจฉัยผิดผ่าไส้ติ่งฟรี!!!!!!
คนไข้ไส้ติ่งที่น่ากลัวที่สุด!!!!!!! (ที่รองลงมาจากโคนิมิตซึเป็นไส้ติ่ง)
และ ทำไม การผ่าไส้ติ่งจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด
ปล. ใครสงสัยหรือมีอะไรแปลกๆเกี่ยวกับประสบการณ์ไส้ติ่ง ลองpostไว้หน่อยก็ดีครับ มาแบ่งปันประสบการณ์กัน... เผื่อผมอาจจะเสนอความเห็นที่ทำให้ข้อสงสัยของคุณชัดเจนมากขึ้นได้
2006/May/25
พูดจาภาษาหมอ #2 -=byหมอแมว=-
หลังจากที่ได้เขียน พูดจาภาษาหมอ 1 ไปเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา คิดว่าคำศัพท์ที่น่าจะกำกวมน่าจะหมดไปแล้ว แต่ปรากฎว่ายังมีอีกหลายคำที่มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอีกเยอะ ผมเองเวลาไปเจอคนไข้ที่เขากล้าถามกลับมาในเรื่องคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจก็มักอธิบายให้ แล้วก็ไม่ลืมที่จะจดบันทึกกลับมาเป็น มุข ของตนเองในการเขียน
1. คำศัพท์ว่าด้วยบุคคลต่างๆ
หมอ
หลายคนที่อ่านอยู่คงงงว่าคำพื้นๆนี้มีคนไม่เข้าใจด้วยหรือ ไม่ต้องงงครับ มีคนไม่เข้าใจจริงๆ
เมื่อสมัยที่จบมาใหม่ๆ เคยไปตรวจคนไข้ พอคนไข้มาผมก็ตรวจไปตามปกติซึ่งเวลาตรวจเสร็จผมชอบพูดว่า เดี๋ยวหมอสั่งยาให้คุณไปทาน....blar blar blar แล้วก็เคยปรากฎคนไข้หลายคนไม่ยอมไปรับยา กลับนั่งอยู่อย่างเดิม...
สำหรับในหลายๆพื้นที่ คำว่าหมอหมายถึง ใครก็ได้มาทำการรักษา โดยมากมักเป็นคำเรียกพยาบาล เภสัชมากกว่า ส่วนแพทย์ปริญญา คนส่วนใหญ่เรียกว่าหมอใหญ่
ตอนนั้นคนไข้มักมองหมอผู้ชายผิดเป็นบุรุษพยาบาล เช่นเดียวกับในกรณีผมที่พอตรวจเสร็จ คนไข้ก็นั่งรอหมอใหญ่ต่อไป (ผมคงดูไม่มีราศีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แปลกเพราะเข้ากรุงเทพทีไร แท็กซี่ชอบเข้าใจว่าผมเป็นคนทำงานโรงงานทุกที)
แพทย์เฉพาะทาง แพทย์ใช้ทุน แพทย์ทั่วไป
การเรียนแพทย์มีการเรียนทั้งสิ้น6ปี โดยเมื่อจบมาก็จะมีสัญญาใช้ทุน 3ปี ต้องทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาล ในฐานะ แพทย์ใช้ทุน หลังจากนั้นแล้วใครใคร่เรียนอก็ไปสมัครเรียน ใครใคร่ทำงานต่อก็ทำไป
คนที่ไปเรียนต่อเฉพาะสาขา อย่างเช่นเรียนผ่าตัด เด็ก อายุรกรรม สูตินรีเวช ก็เรียนไปเป็นเวลาสามปีสี่ปี จากนั้นก็จะจบมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขานั้นๆ เรียกกันทั่วไปว่าแพทย์เฉพาะทาง
ส่วนใครที่ไม่ได้เรียนต่อหลังใช้ทุน ก็จะถูกเรียกว่า แพทย์ทั่วไป
บางครั้งเวลาคุณอยู่ในโรงพยาบาลอาจจะได้ยินคำเหล่านี้ หรือคำซึ่งเป็นภาษาอังกฤษก็ได้เช่น
แพทย์เฉพาะทาง มีคำเรียกอื่นเช่น บอร์ด(board) สเปเชี่ยลลิส(specialist)
แพทย์ใช้ทุน = อินเทอร์น (intern)
แพทย์ทั่วไป = จีพี (GP ย่อมาจาก General practice)
โดยกว้างๆก็คืออย่างนี้แหละครับ เพียงแต่อาจต่างในบางรายละเอียด
เวรเปล
คนที่ทำหน้าที่เข็นเปล ต้องบอกไว้ เพราะบางทีมีคนไม่รู้จริงๆ
2. คำศัพท์ว่าด้วยโรค
- เนื้อร้าย เนื้อดี มะเร็ง เนื้องอก ........หมี่โฟน้ำเนื้องอก.... มุขนี้เข้าท่า อืมอืม
ในทางการแพทย์ตะวันตก มีคำว่า tumor และ cancer โดยถือว่า
Tumor (tumour)เป็นเนื้ออะไรก็ได้ที่งอกขึ้นมาในที่ๆมันไม่ควรจะมี
แบ่งเป็นBenign และMalignant โดย Benign คือ เนื้องอกที่งอกขึ้นมาจ๊ะเอ๋แล้วก็งอกใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆที่เดิม
ส่วนMalignant คือ งอกเสร็จแล้วเกิดความรู้สึกเผื่อแผ่อยากกระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย พอกระจายไปแล้วก็ทำลายระบบร่างกายทำให้เจ้าของร่างตาย แทนที่จะเขียนยาวๆว่าmalignant tumor ก็มีอีกชื่อว่าCancer (ปู นั่นแหละ)
ในภาษาไทยเรียกทับศัพท์คำTumorว่า ก้อนทูม ..... ตั้งแต่เข้าเรียนหมอตราบจนปัจจุบัน ไม่เคยเห็นหมอคนไหนใช้คำนี้เลย แต่มักเรียกชื่อรองว่า เนื้องอก
และเนื้องอกพวกนี้จะสร้างความตุ๊มๆต่อมๆให้หมอและคนไข้มาก ดังนั้นเมื่อปรากฎว่าเป็นพวก benign คือตัดแล้วหาย ก็จะรู้สึกโล่งอก ก็เลยมักเรียกว่า เนื้อดีทั้งที่มันไม่ได้ดีอะไรหรอก แต่ก็ยังดีกว่าเป็น Malignantซึ่งพอตัดไปแล้ว ก็ตัดไม่หมด เพราะมันกระจายไปตามที่ต่างๆของร่างกายเรียบร้อยแล้ว.... การรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบันต้องใช้การรักษาทางยาทางรังสีและการผ่าตัดร่วมกัน ลำบากเจียนตายกว่าจะหาย หรือไม่ก็ตายไปซะก่อน ก็เลยเรียกมันว่าเนื้อร้าย
มาดูกันที่ภาษาไทยบ้าง
คำว่า เนื้องอก ของไทย หมายถึงเนื้อที่งอกในที่ๆไม่ควรมีอยู่...โดยดูจากตาคลำด้วยมือเป็นหลัก ดังนั้นก็มักจะรวมเอาก้อนบางอย่างที่เป็นก้อนจากภาวะอื่นๆเช่นการอักเสบการติดเชื้อไปด้วย .... ดังนั้นเรื่องภาษา เนื้องอกไทย ก็ไม่เหมือนกับ เนื้องอกฝรั่ง
มะเร็งไทย ในความหมายจริงๆ ก็คือแผลเรื้อรัง (chronic ulcer)ของแพทย์ตะวันตก ไม่ใช่cancer
ปัญหาของคำว่ามะเร็ง
ก่อนอื่นต้องบอกว่าปัญหาของคำว่าเนื้อดี มีน้อย เพราะในเมื่อไม่ถึงตาย รักษาหายง่าย เข้าใจผิดก็ไม่มีปัญหานักปัญหามาตกกับคำว่าเนื้อร้ายหรือมะเร็งได้แก่
1.หลายคน ไม่รู้จักคำว่ามะเร็ง พอๆกับที่หลายๆคนไม่รู้จักคำว่าเนื้อร้าย
แต่ว่าเวลาเป็นหมอต้องบอก เพราะถ้าไม่บอกคนไข้จะไม่ยอมรักษาต่อเนื่อง
ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบอกอย่างไร เพราะมะเร็งมักเป็นในคนสูงอายุ บางคนบอกว่าเป็นอะไรปุ๊บ ก็ตายในสามสี่วัน.. ไม่ว่าจะตายเพราะอะไรก็ตาม คนก็มักบอกว่า ตายเพราะตกใจกลัวหรือหมดกำลังใจ ดังนั้นจึงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หมอนิยมบอกว่าเป็นเนื้อร้าย
จนมีกรณี(ที่เล่ากันมา)ว่า มีหมอบอกคนไข้และญาติว่าเป็นเนื้อร้าย ต้องรักษาต่อเนื่อง ญาติและคนไข้ก็รับฟังดีและบอกว่าเข้าใจ จากนั้นก็หายไป..... กลับมาอีกที เหลือแต่ญาติ โดยบอกว่า หมอไปบอกว่าเขาไม่ได้เป็นมะเร็งทำให้สูญเสียโอกาสการรักษา...สอบทานไปมาก็ได้ความว่า เขาคิดว่าเนื้อร้ายไม่มีอันตราย ไม่จำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องอย่างที่หมอบอกก็ได้...
ปัจจุบัน หมอเริ่มนิยมกลับมาพูดว่า คุณเป็นมะเร็ง เข้าใจง่ายดี
2.ในหนังสือการแพทย์ไทยเก่าๆ กล่าวถึงการรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรหลายชนิด ทำให้คนที่เป็นมะเร็งด้วยการวินิจฉัยจากการแพทย์แผนปัจจุบันบางคนหลงไปรักษา Cancerหรือมะเร็ง ด้วยยารักษา Chronic Ulcerหรือยารักษาแผลเรื้อรัง ... อย่าลืมนะครับ คำว่ามะเร็งในภาษาไทย รวมทั้งตำรับยาทั้งหลายนั้น มีมาตั้งแต่ก่อนฝรั่งจะรู้จักcancerเสียอีก
- เบาหวาน เบาจืด
เบา แปลว่า ปัสสาวะ
เบาหวาน แปลว่าปัสสาวะหวาน เบาจืด แปลว่าปัสสาวะจืด
ปัญหามีอยู่เล็กๆ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่า
เบาหวานต้องมีปัสสาวะหวาน ซึ่ง ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะบางคนเป็นเบาหวาน ก็ไม่ได้มีน้ำตาลหลุดออกมา
และก็เข้าใจผิดว่า การมีปัสสาวะมาก แปลว่าเป็นโรคเบาจืด
เคยมีคนไข้เถียงกับผมเรื่องการวินิจฉัยโรค เพราะผมไปบอกว่าแกเป็นเบาหวาน(เพราะมีอาการปัสสาวะบ่อย และไปเจาะเลือดพบน้ำตาลขึ้นสูง) ในขณะที่แกเข้าใจว่ามีปัสสาวะมากต้องเป็นเบาจืดเท่านั้น
สรุปเอาเป็นว่า หมอไม่ได้วินิจฉัยโดยตรงจากรสชาติและปริมาณของปัสสาวะครับ
- ผลเป็นบวก positive
คำว่าผลเป็นบวก เป็นคำกว้างๆ หมายถึงการตรวจแล้วได้ผลดังประสงค์
ถ้าประสงค์หาว่าเป็นโรคแหงๆ ตรวจเจอโรคก็ต้องเรียกว่า ผลเป็นบวก
ถ้าประสงค์ว่าอย่าเป็นนะเฟ้ย อย่าเป็น ตรวจพบว่าเป็นโรค ก็เรียกว่าผลเป็นลบ
ดังนั้น คำว่า บวก ไม่ได้บอกอะไรเลยสักอย่าง ไม่ได้บอกว่าเป็นโรค ไม่ได้บอกว่าไม่เป็นโรค โดยปกติทั่วไปพอหมอบอกว่าผลเป็น บวก ก็จะบอกต่อไปเลยว่าเป็นอะไร
แต่กระนั้นก็มีปัญหาเนื่องจากคำว่า ผลเป็นบวก เข้าถึงหูประชาชนก็ในช่วงที่มีการระบาดของเอดส์ ดังนั้นก็จะมีคนอยู่บางกลุ่มที่ฝังใจกับคำว่า บวก และ positive ว่า หมายถึงเป็นเอดส์ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะตื่นตัวในทันทีที่ได้ยินคำว่าบวกในรพ. และเชื่อว่าหมอพูดถึง เอดส์.... ทั้งที่จริงไม่มีหมอคนไหนที่สติยังดีจะบ้าพอที่จะไปป่าวประกาศให้คนไข้อื่นๆรู้ว่าใครเป็นเอดส์
ยกตัวอย่าง หมอเดินไปที่เตียงเบอร์หนึ่งและคุยกันเรื่องผลการตรวจต่างๆ (ในวงเล็บคือความคิดของคนที่แอบฟัง)
คุณมีกลุ่มเลือด โอบวก (อ๊ะ หมู่เลือดโอ เอดส์)
มีผลบวกของภูมิคุ้มกันตับอักเสบ และไม่พบเชื้อ แปลว่าไม่ต้องฉีดวัคซีนแล้ว (โอ้ เอดส์ลงตับเชียว)
ปัสสาวะเจอไข่ขาว 1บวก ก็เจอไข่ขาวนิดหน่อยครับ เดี๋ยวจะให้ลองเก็บตรวจใหม่ (โอ้ว ลงไตแล้วด้วย) -_-
ผ่านไปอีกวัน ข่าวผิดๆว่าคนไข้เตียงหนึ่งเป็นเอดส์ก็กระจายไปทั่วทั้งห้อง
หรือตัวอย่างเช่น คนไข้เป็นพาร์กินสัน หมอตรวจดูก็เห็นว่ามีลักษณะของพาร์กินสัน ก็พูดกับหมออีกคนว่า Pakinsons sign เป็นบวก ต่อมาคนไข้ก็กังวลว่าตนเองอาจจะเป็นเอดส์และก็กังวลว่าคนอื่นจะรู้ ภรรยาจะรู้ไหม คนข้างๆจะรู้ไหม หมอพูดออกดัง ฯลฯ ....คิดไปไหนต่อไหนไม่รู้ ทั้งที่หมอก็ไม่ได้พูดกับตัวเอง แต่หมอพูดจากับผู้ร่วมงาน ว่าแล้วก็พาลโกรธหมอว่า หมอหาว่าเป็นเอดส์
สรุปได้ว่า ถ้าคุณไม่รู้ว่าคำว่าบวกที่หมอพูดคืออะไร ก็ให้ลองสังเกตว่าคำใกล้เคียงกับคำว่าบวกคือชื่อของโรคหรืออาการอะไร หรือไม่ง่ายที่สุด ถามหมอไปเลยครับว่าบวกน่ะคืออะไร
- โรคทางระบบประสาท
หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า ประสาทในความหมายต่างๆทั้งในทางบวกและทางลบ
ระบบประสาท Neuro หมายถึงระบบที่ใช้ในการสั่งการทำงานของร่างกายโดยมีสมองเป็นที่สั่งการและมีเส้นประสาทเป็นเหมือนสายไฟสั่งการ
โรคทางระบบประสาท คือโรคใดๆที่ระบบประสาทผิดปกติไป ทำให้ร่างกายแสดงออกมาอย่างผิดปกติ เช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน อัลไซเมอร์เป็นต้น
แต่ในคำพูดของคนทั่วไป มีอีกคำหนึ่งที่คล้ายกันคือ โรคประสาท แต่ไปมีความหมายไปเป็นโรคจิต ไม่สมประกอบ เป็นบ้าไปซะงั้น
ดังนั้นถ้ามีคนบอกให้คุณไปหาหมอระบบประสาท ก็หมายถึงหมอที่มีความรู้ด้านสมองและเส้นประสาท
ส่วนโรคจิต ต้องไปพบจิตแพทย์ครับ
3. ศัพท์ว่าด้วยสถานที่ในรพ.
- ห้องหัตถการ : หัตถการก็คือ การกระทำที่ใช้มือกระทำต่อคนไข้.....(ห้ามคิดลึก! ) การทำแผล ฉีดยา ใส่เฝือก
ต้องมาทำที่ห้องนี้ครับ
- ห้องICU ย่อมาจาก Intensive Care Unit คือห้องที่ใช้ดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ใช้กรณีที่คนไข้มีอาการหนักมาก
- ห้อง CCU ย่อมาจาก Cardiac intensive Care Unit คือห้องที่ใช้ดูแลคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจต่างๆที่มีอาการรุนแรง ที่แยกจากICUก็เพราะเครื่องมือที่ใช้มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
- ห้องNICU ย่อมาจาก Neonatal Intensive Care Unit คือห้องที่ใช้ดูแลเด็กแรกเกิดที่มีอาการหนัก
-ห้องน้ำ ??????
ไปฉี่ดีกว่า .... ไปล่ะครับ
